pic 1

Loremipsum dolor sit Etiam...

pic 1 pic 1

pic 2

Loremipsum dolor sit amet. Etiam...

pic 2 pic 2

pic 3

Loremipsum dolor sit amet. Etiam...

pic 3 pic 3

pic 4

Loremipsum dolor sit amet. Etiam...

pic 4 pic 4

pic 5

Loremipsum dolor sit amet. Etiam...

pic 5 pic 5

pic 6

Loremipsum dolor sit amet. Etiam...

pic 6 pic 6

pic 7

Loremipsum dolor sit amet. Etiam...

pic 7 pic 7

pic 8

Loremipsum dolor sit amet. Etiam...

pic 8 pic 8

วันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

10 วิธีประหยัดแบตเตอรีให้มือถือ BlackBerry


1. ลบโปรแกรมที่ไม่ได้ใช้

  • ทำการลบโปรแกรมที่ไม่ได้ใช้โดยทำขั้นตอนดังนี้
  • Click Options
  • Click Advanced Options
  • Click ที่ Applications
  • เลือก Highlight บริเวณโปรแกรมที่ต้อวการลบจากนั้นกด delete
  • Click Delete

โปรแกรมที่ไม่จำเป็นเมื่อถูกลบออกไปแล้วก็จะทำให้ memory ของเรื่องใช้ได้เยอะขึ้นและทำให้ประหยัดแบตเตอรีอีกด้วย

2. ชาร์จไฟอย่างถูกวิธี

  • ทำการชาร์จไฟให้กับ BlackBerry® อย่างสม่ำเสมอ และใช้ที่ชาร์จไฟแบบ wall charger จะเป็นวิธีที่ดีที่สุด

3. Media

  • ลดระดับเสียง volume ลงไม่ให้ดังเกินความจำเป็น (ปกติเราใช้มือถือใกล้ตัวอยู่แล้ว ยังไงก็ได้ยิน)
  • ใช้หูฟังเพื่อลดการใช้งานลำโพงของตัวเครื่อง ยิ่งถ้าอยู่ในรถก็จะปลอดภัยอีกด้วย
  • ทำการโหลดภาพเข้าสู่ตัวเครื่องผ่านโปรแกรม BlackBerry® Desktop Manager (หลีกเลี่ยงการลดขนาด)
  • ปิดการใช้งานเมื่อไม่ได้ฟังเพลงแบบต้องการคุณภาพเสียงสูง equalizer (Media – Options)

4. Screen/Keyboard

  • ลดช่วงเวลาการแสดงไฟ Backlight (Options – Screen/Keyboard)
  • ลดความสว่างของแสง Backlight (Options – Screen/Keyboard)
  • ปิดการทำงานของการเปิดหน้าจอผ่านซองหนังแบบมีแม่เหล็ก Holster (ปิด LCD automatically)
  • ปิดเสียงของการเลื่อน Audible Roll(Options – Screen/Keyboard)
  • ปิดเสียงของการกดแป้น Key Tone Off (Options – Screen/Keyboard)
  • ปิดหน้าจอก่อนเวลาเก็บมือถือใส่กระเป๋าป้องกันการกด

5. Browsing

  • เข้าเว็บไซต์ที่มีสำหรับมือถือโดยเฉพาะดีกว่าเข้าเว็บไซต์ในแบบปกติ เช่น m.facebook.com
  • ตั้งค่า Repeat Animations ให้มีค่าต่ำๆไว้ (Browser – Options – General Properties)
  • ปิด browser ทุกครั้งเมื่อเลือกใช้งาน (เลือก Close จากแป้น ESC k, อย่ากดปุ่ม End สีแดงของแป้น key)

6. Network Connections

  • ปิดการเชื่อมต่อที่ไม่ได้ใช้งานอย่าง GPS, Wi-Fi®, Bluetooth®
  • ปิดการเชื่อมต่อแบบ Auto ให้ทำการเลือกเอง
  • เลือกใช้งานโหมดใดโหมดหนึ่ง (1XEV, 2G เท่านั้น, 3G เท่านั้น)

7. Camera

  • ปิด flash เป็นค่ามาตรญานและเปิดเมื่อต้องการใช้จริงๆเท่านั้น(Camera – Options)
  • ตั้งค่ารูปเป็นขนาดเล็กไว้ก่อน (Camera – Options)
  • ตั้งค่าโทนสีแบบ Normal (Camera – Options)
  • ตั้งค่าคุณภาพของรูปแบบ Normal (Camera – Options)

8. Applications

  • เมื่อเข้าใช้งานโปรแกรมอะไรก็ตามต้องกด Close เสมอเพื่อออกจากโปรแกรมหรือไม่ต้องการใช้งานแล้วไม่อย่างนั้นโปรแกรมที่เป็น ประเภททำงานอยู่เบืองหลังก็จำคงทำงานอยู่ต่อไป (กด Close จากการกดแป้น ESC key, อย่ากดปุ่ม End สีแดงจากแป้น)
  • ออกจากระบบ Log out จากโปรแกรมประเภท third-party เมื่อไม่ได้ใช้งานแล้ว (ตัวอย่างเช่น Instant Messaging)

9. Indicators

  • ตั้งปิดเสียงการแจ้งเตือน Audible notification (Profiles)
  • ปิดไฟ LED แจ้งบอกสัญญาณโทรศัพท์ (Profiles)

10. GPS
ใช้ฟังก์ชั่นการ zoom out ก่อนเพื่อค้นหาพื้นที่ต่างๆก่อนที่จะ zoom in เพื่อเข้าไปดูแบบละเอียด ดีกว่า zoom in ไว้แล้วเลื่อนดูพื้นที่อื่นๆ

วันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2554

Flash Cs4

การทำ Flash Cs4 เบื้องต้น
วันนี้เราเรียน มัลติมีเดีย การทำ Flash Cs4 สร้างแฟลชเอนิเมชั่นง่ายๆด้วย Flash CS4 ใน Motion Presets เพียงแค่  Convert to Symbol  และก็เลือกใช้Motion Presets ที่มีอยู่มากมายโดย Motion Presets  ในเวอร์ชั่น CS4 นี้ มีให้เลือกใช้มากมายและก็ง่ายอีกด้วย โดยเราไม่ต้องมานั่งทำทีละขั้นตอนเหมือนเดิมเรามาลองดูกันดีกว่า
ก่อนอื่นเตรียมรูปภาพที่เราจะทำใน Flash ก่อนนะครับ จากตัวอย่างใช้ 2 รูปนี้


background Flash CS4 ใน Motion Presets
กาตูน  Flash CS4 ใน Motion Presets

1.เปิดโปรแกรม Flash ขึ้นมากำหนดขนาด 400×400 px กำหนด Frame rate:45  fps
ภาพประกอบ Flash CS4 ใน Motion Presets
2.Import รูป Background เข้ามาใน stage.. โดยไปที่เมนู File > import > import to stage แล้วเลือก ภาพที่มาทำเป็น background
3สร้าง Layer ใหม่ใน Flash
ภาพประกอบ Flash CS4 ใน Motion Presets
4 Import ลูกบอลที่เราต้องทำให้มันเด่งๆใน flash ของเรา โดยไปที่ File > import > import to Stage และก็เลือกภาพที่ต้องการ
5 นำเมาส์ไปคลิกที่ลูกบอลที่เลือกมาแล้วลากไว้บนสุดของ Stage
6 กด F8 เพื่อ Convert to Symbol ลูกบอลนั้น  แล้วกดปุ่ม OK ไป
7 ไปที่ Motion Presets (ใครไม่เจอไปดูที่เมนู Window > Motion Presets) แล้วเลือก bounce-in-3D จากนั้นก็กด Apply
8 ไปที่ Layer 1 เฟรมสุดท้ายแล้วกด F6
จากนั้นก็รันผลใน Flash ได้เลยครับ โดยไปกด ctrl+enter
การแก้ไขการเคลื่อนไหวของ Motion Presets สามารถแก้ไขได้โดยนำเมาส์ไปคลิกที่เส้น Motion Presets แล้วเลื่อนตำแหน่งตามต้องการ
นี้ก็เป็นเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆในการทำ Flash เพื่อนๆ ลองทำดูเพราะมีเครื่องมืออีกมากมายที่น่าเล่น

วันจันทร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2554

ทำแผนที่ไปบ้านตัวเองง่ายๆ ผ่าน Google Map

ต้องยอมรับว่าการวาดแผนที่เข้าซอยบ้านตัวเองจากถนนใหญ่ในเวลาที่ซื้อสินค้าแล้วให้ร้านค้าไปส่งนั้น เป็นเรื่องน่าเบื่อจริงๆ แต่ในเมื่อ Google มีบริการ Maps ไว้ เราก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้เขียนเป็นแผนที่ง่ายไปบ้านเราได้ได้ดังนี้

1. ต้องบอกก่อนว่าบ้านเราอยู่แถวไหน โดยสมมุติว่า ซอย 12 ซอยหมู่บ้านเจริญสุข ถนนรัชดาภิเษก 18 ห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร
2. จากนั้นเข้าไปที่ http://maps.google.co.th/
3. กรอกชื่อถนน กับเขต และจังหวัดลงไปก่อนก็จะได้ข้อมูลดังภาพ
4. จากนั้นให้คุณคลิ๊กเลือกไปที่ "เส้นทาง" ที่อยู่ในเมนูด้านขวามือ
5. ที่นี้เมนูด้านซ้ายมือก็จะเปลี่ยนไปเป็นการแสดงเส้นทางจาก A ไป B โดย A คือ ต้นทาง และ B เป็นปลายทาง ซึ่งข้อมูลที่กรอกตอนแรกนั้นจะเป็นปลายทาง ส่วนข้อมูลใน A จะว่างไว้ แต่จะมาแสดงผลที่ในรูปแผนที่สีแดง แทน
6. ต่อไปก็ต้องสร้างรูป B ซึ่งเป็นปลายทางในแผนที่ขึ้นมา โดยการก็อบปีข้อมูลที่อยู่ใน B ไปใส่ไว้ใน A
7. ทีนี้แผนที่จะเปลี่ยนสเกลให้ละเอียดขึ้น จะเห็นรูป B ที่เป็นสีเขียวขึ้นมาแทน ซึ่งจริงๆ แล้ว ณ ตอนนี้จะมีรูป B กับรูป A ทับซ้อนกันอยู่
8. ให้คุณปรับสเกลที่อยู่ด้านซ้ายมือใหม่ ให้หยาบขึ้นโดยการเลื่อนกดเครื่องหมาย - จนได้ขนาดเดียวกับตอนแรกหรือขนาดที่คุณจะเห็นบ้านคุณอยู่ในแผนที่ได้
9. เลื่อนจุด B ไปยังปลายทางซึ่งในที่นี้คือ ซอย 12 ซอยหมู่บ้านเจริญสุข ถนนรัชดาภิเษก 18 ห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร
10. แล้วเลื่อนจุด A ไปอยู่ตรงปากซอยรัชดาภิเษกซอย 18
จากนั้นคุณกับแต่งภาพให้ดูเหมาะสมเสียหน่อย เท่านี้คุณก็ได้แผนที่จากถนนใหญ่เข้าไปถึงบ้านคุณแล้ว พร้อมในแผนที่ยังบอกเส้นทางและระยะทางอีกด้วย

จะยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่โน้ตบุ๊ค Windows 7 ให้นานที่สุดได้อย่างไร?

            มีรายงานข่าวว่า คอมพิวเตอร์ที่ใช้รัน Windows 7 ช่วยให้องค์กรประหยัดค่าไฟลงได้มากกว่า 1,200 (ประมาณ 40 เหรียญฯ) บาททต่อเครื่องต่อปี ซึ่งอานิสงฆ์นี้ยังส่งผลถึงการบริหารจัดการพลังงานบนโน้ตบุ๊คที่มีประสิทธิภาพขึ้นด้วย แต่ทั้งนี้ผู้ใช้จะต้องมีความเข้าใจพื้นฐานของระบบเสียก่อน จึงจะสามารถรีดพลังงานจากแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คที่รัน Windows 7 ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

            ทราบไหมว่า นอกจากส่วนแสดงผลของโน้ตบุ๊คที่สวาปามพลังงานไฟฟ้ามากกว่าเพื่อนแล้ว ยังมีอุปกรณ์ส่วนไหนของเครื่องอีกที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ไม่แพ้กัน โพรเซสเซอร์? Wi-Fi และ Bluetooth? หรือ ลำโพง? ผมว่าอย่าเดาดีกว่า กราฟวงกลมข้างล่างนี้จะทำให้คุณผู้อ่านได้ทราบความจริงว่า ในโน้ตบุ๊คหนึ่งเครื่องมีการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ส่วนใดบ้างมากน้อยอย่างไร? เพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการเลือกระบบจัดการพลังงานที่จะทำให้ใช้งานโน้ตบุ๊คจากแบตฯที่เหลืออยู่ได้นานที่สุดนั่นเอง
           ในส่วนของ Windows Vista จะโดนวิจารณ์อย่างหนักพอสมควรสำหรับระบบจัดการพลังงานแบตเตอรี่ที่พบว่า มันยังหมดค่อนข้างเร็ว ด้วยเล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว ทางไมโครซอฟท์จึงได้พยายามอย่างหนักในการพัฒนาประสิทธิภาพการจัดการพลังงานของแบตเตอรี่บนระบบปฏิบัติการ Windows 7 อย่างไรก็ตาม หากแบตเตอรี่ของโน้ตบุ๊คคุณเก่าเสียเหลือเกินยังไงๆ มันก็หมดเร็วไม่ต้องสงสัย และนั่นเป็นสัญญาณถึงเวลาซื้อแบตเตอรี่ก้อนใหม่ได้แล้ว แต่ถ้าแบตฯของคุณยังสุขภาพดีอยู่ ทิปเหล่านี้จะช่วยยืดอายุการใช้งานแบตฯได้
           กลับมาดูที่ประเด็นหลักของทิปนี้ ซึ่งจะพูดถึงโน้ตบุ๊คที่รัน Windows 7 เป็นสำคัญ ก่อนอื่นต้องบอกว่า แผงควบคุมการจัดการพลังงานของ Windows 7 ทำออกมาได้ดีทีเดียว โดยมันเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งความสว่างของหน้าจอ และเลือกแผนการใช้พลังงานไว้ใช้ได้เลย โดยผู้ใช้สามารถเข้าถึงระบบการจัดการพลังงานของ Windows 7 ได้ด้วยการกดปุ่ม Windows+X ซึ่งที่นี่จะเปิดโอกาสให้คุณปรับเปลี่ยนได้ทุกอย่าง ตั้งแต่ ความสว่างไปจนถึงการกำหนดแผนการใช้พลังงาน ถ้าคุณต้องการตัวเลือกที่ละเอียดกว่า คุณก็สามารถคลิกที่ไอคอน Battery ใน System Tray บนTaskbar ของคุณ แล้วเลือก More power options
            คราวนี้คุณผู้อ่านก็สามารถเปลียนแปลงการใช้พลังงานของโน้ตบุ๊คได้เมื่อต้องการแล้ว ไม่ว่าจะเป็นลดความสว่าง เมื่อไรถึงจะเข้า sleep mode หรือแม้แต่กำหนดความสว่างก่อนเสียบปลั๊ก และหลังเสียบปลั๊ก นอกจากการปรับลดแสงสว่างของหน้าจอ เพื่อประหยัดพลังงานแล้ว คุณผู้อ่านสามารถเข้าไปวางแผนการใช้พลังงานได้ที่change advanced power settings  คุณจะสามารถเปลียนค่าการใช้พลังงานต่างๆ ได้อย่างละเอียดตั้งแต่ความเร็วของ processor (ช้าลงก็ใช้ไฟน้อยลง เอาไว้เลือกตอนที่แบตฯเหลือน้อยเต็มที) ระบบความเย็น (กรณีนั่งทำในห้องที่มีแอร์เย็นฉ่ำ) ตลอดจนการกำหนดการทำงานของปุ่ม Power

            นอกจากลดการใช้พลังงานโดยอุปกรณ์ทีกินไฟหลักๆ อย่าง หน้าจอ ซีพียู ชิปเซต แล้ว ยังมี Wi-Fi ซึ่งหากไม่ได้เชื่อมต่อ แต่เปิดสวิทช์นี้ไว้ มันก็จะพยายามเสาะแสวงหาเน็ตเวิร์กตลอดเวลา เพื่อเชื่อมต่อกับเครือข่าย ซึ่งกินไฟไม่ใช่น้อย หากคุณกำลังพิมพ์งาน หรืออ่านอีบุ๊ค ปิดสวิทช์ Wi-Fi ไปซะจะดีกว่านะครับ ส่วนโปรแกรมที่ไม่ได้ใช้แต่นอนแช่อยู่ใน Taskbar ก็เปลืองพลังงานเหมือนกัน อันไหนไม่ใช้ปิดไปเถอะ ในกรณีที่เครื่องของคุณมี RAM น้อย และคุณต้องรันโปรแกรมอย่างน้อย 2-3 ตัวพร้อมกันอยู่เป็นประจำ ทำให้ต้องสลับการทำงานไปมา แน่นอนว่า ภาระส่วนหนึ่งจะตกไปอยู่ที่ฮาร์ดดิสก์ที่ต้องใช้ทำหน้าที่แทนหน่วยความจำ และลงท้ายด้วยการใช้พลังงานแบตฯทีมากโดยไม่ตั้งใจอยู่ดี กรณีนี้แนะนำว่า ลงทุนซื้อ RAM เพิมเถอะนะ คงจะพอหอมปากหอมคอนะครับ สำหรับทิปการประหยัดพลังงานแบตฯ โน้ตบุ๊ค Windows 7 หากให้แนะนำทุก Options คงหลายสิบหน้าแน่ๆ เลย ยังไงตอนปรับแต่งให้คอยสังเกตด้วยว่า Windows 7 รายงานเวลาใช้แบตเตอรี่ที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าไร? ขอให้สนุกกับ Windows 7 นะค่ะ

ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์

แนวโน้มเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกปี 2011

            ปี 2010 กำลังจะผ่านไปในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้แล้ว หากทบทวนเรื่องราวของโลกดิจิตอล และเทคโนโลยีต่างๆ ที่เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตผู้คน โดยมีอินเทอร์เน็คเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ในปี 2011 ผู้บริโภคกำลังเข้าสู่ช่วงเปลียนผ่านของการใช้ชีวิต และอุปกรณ์ไอที และแก็ดเจ็ตต่างๆ ซึ่งเราจะไปดูกันว่า มันมีเทคโนโลยีอะไรที่น่าสนใจบ้าง?

            ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า ไอเดียที่ใช้มองโลกเทคโนโลยีในปี 2011 นั้น มาจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้วทำให้นึกถึงหนังสือ 2 เล่มที่ตีพิมพ์มาแล้วนานกว่า 10 - 15 ปี นั่นคือ Being Dgital ของ Nicolas Negroponte (1995) และ The Invisible Computer (1999) โดยเฉพาะการที่ชีวิตวันนี้ของเราเข้าสู่ยุคดิจิตอลอย่างเห็นได้ชัด แม้กระทั่งเพื่อนเรายังกลายเป็น"พิกเซล" (บิทข้อมูล) ในโซเซียลเน็ตเวิร์กอย่าง FaceBook และ Twitter เลย ขณะเดียวกัน คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันได้ย้ายเข้าไปอยู่ในมือถือ หรือแท็บเล็ตที่ผู้บริโภคทั่วไปสามารถเรียนรู้ใช้งานได้ด้วยตนเอง แทนที่จะต้องเป็นเหล่าบรรดา Geek หรือ nerd ทั้งหลายอย่างเช่นในอดีต
             ในปี 2010 ที่จะผ่านไป ผู้บริโภคได้รู้จักกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์รูปแบบใหม่ที่ไม่ได้มีหน้าจอกับคีย์บอร์ดแบบโน้ตบุ๊ค หรือเน็ตบุ๊คที่เริ่มเสื่อมความนิยมลงไปแล้ว แต่กลับให้ความสนใจกับอุปกรณ์ที่มีแต่"หน้าจอ"ทำงานในระบบสัมผัสแทนการใช้คีย์บอร์ดที่เรียกว่า "แท็บเล็ต" โดยมีพระเอกตัวพ่อก็คือ iPad จาก Apple ซี่งในปีหน้า"แท็บเล็ต"จากเหล่าบรรดาผู้ผลิตพีซีจะแห่เข้ามาในตลาดมากมาย โดยมีทั้งแพลตฟอร์ม Android ของ Google และ Windows 7 ของ Microsoft ในขณะที่สมาร์ทโฟนเติบโตอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้มีเฉพาะ iPhone เท่านั้น แต่ยังมี Android Phone จากผู้ผลิตหลายราย ก่อนที่จะถึงคิว Windows Phone 7 ที่มาช้า ยังดีกว่าไม่มา :D ผู้บริโภคจะคุ้นชินกับการใช้สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ Smart TV ที่เป็นการรวมตัวระหว่าง TV กับคอมพิวเตอร์อีกด้วย เอาเป็นว่า มันมีแนวโน้มอะไรในปี 2011 ที่น่าสนใจบ้างไปติดตามกันได้เลยครับ
  1. ผู้ใช้จะหันมาใช้ Smart Phone (ที่เก่งขึ้นทุกวัน) กับ Tablet ที่พกพาสะดวก ใช้ง่าย แทนโน้ตบุ๊ค/เน็ตบุ๊ค มากขึ้น... ผู้ใช้ยุคปัจจุบันเรียกว่า screenager คือ ผู้ที่อยู่กับจอวันละหลายๆ ชั่วโมง โดยเฉพาะการใช้เน็ตที่เฉลี่ย 3 - 5 ชม.ต่อวัน
  2. "แท็บเล็ต" กินตลาดเน็ตบุ๊ค/โน้ตบุ๊ค ผู้ใช้ที่เน้นการรับชมข้อมูลมากกว่าพิมพ์ โดยส่วนใหญ่ใช้แค่ อีเมล์ โซเชียลเน็ตเวิร์ก ท่องเว็บ ดูยูทูบ เล่นเกมส์ง่ายๆ ฯลฯ จะรู้สึกว่าแท็บเล็ต"ตอบโจทย์กว่าทั้งความสะดวกสบาย ขนาด และน้ำหนัก
  3. Smart Phone จะเริ่มเปลี่ยนบทบาทไปเป็น"กระเป๋าเงิน"ด้วยเทคโนโลยี NFC (Near Field Communication)
  4. เน็ตบุ๊ค จะเหมาะกับใช้บริการเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบ Cloud เพราะไม่ต้องแรง แต่สามารถใช้บริการของ Cloud เพื่อโหลดแอพฯ ใช้พลังประมวลผล ตลอดนเก็บข้อมูลส่วนตัว+งานไว้บนเน็ต
  5. เทคโนโลยี 3D แบบไม่ใช้แว่นที่จะมีตั้งแต่ TV ขนาดใหญ่ไปจนถึงอุปกรณ์พกพา อย่างเช่น สมาร์ทโฟน 3D เป็นต้น
  6. นอกจากจะมีอณาจักร WinTel (Windows + Intel) แล้ว ในปีหน้าโลกจะรู้จักอณาจักร Android-Arm ซึ่งเป็นการจับคู่ของแพลตฟอร์ม Android กับชิปที่ใช้สถาปัตยกรรม Arm ดังที่พบในแท็บเล็ตหลายๆ รุ่น
  7. E-Book, Digital Magazine และ Print (สิ่งพิมพ์) จะอยู่ผสมกันแบบ Hybrid ผู้บริโภคสามารถรับข้อมูลทั้งในเวอร์ชันที่เป็นกระดาษ และดิจิตอลบนแท็บเล็ต (สมาร์ทโฟน และพีซี) เพิ่มขึ้น อย่างเช่นที่เราพบเห็นนิตยสาร และสิ่งพิมพ์นับสิบหัวขึ้นไปให้บริการใน iPad แล้ว เป็นต้น
  8. Mobile apps, Mobile Virus การใช้โมบายแอพฯจะนิยมากขึ้นเรื่อยๆ และแน่นอนว่า ไวรัส มัลแวร์ ต่างๆ ก็จะพุ่งเป้ามาที่มือถือของคุณด้วย
  9. Smart TV หรือ TV ที่ทำได้ตั้งแต่ชมรายการในรูปแบบ 2D และ 3D ตลอดจนเข้าสู่โลกอินเทอร์เน็ต เรียกได้ว่า เป็นการรวมสิ่งที่มนุษย์โลกวันนี้ติดงอมแงม (addict) นั่นก็คือ TV กับ Internet ให้อยู่ในจอเดียวกันได้นั่นเอง
  10. Social Network ในปี 2011 เราจะเห็นการใช้ Facebook เพื่อการทำงาน (เปิดเอกสาร Office ได้) รวมไปถึงการซื้อสินค้า และบริการต่างๆ โดยอาศัยคำแนะนำจากเพื่อนๆ ในเครือข่ายสังคมดิจิตอล
ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์

เพิ่ม"โปรแกรมโปรด"ของคุณเข้าไปในกรุ๊ป Favorites ของ Wndows 7

         ปกติแล้ว Favorites ใน Windows Explorer ของ Windows 7 จะประกอบด้วยโฟลเดอร์ต่างๆ ซึ่งที่ดีฟอลต์ก็จะมี User Profile, Recent Places และ Downloads ในขณะที่มันดูเหมือนว่า เราน่าจะเพิ่มชอร์ทคัทโปรแกรมโปรดเข้าไปกลุ่มได้ แต่พอลองลองเพิ่มชอร์ทคัตเข้าไปมันกลับแสดงข้อความว่า "Can not place in Favorites" อ้าว...แล้วอย่างนี้จะต้องทำอย่างไรล่ะ?
         สำหรับการเพิ่มชอร์ทคัตโปรแกรมโปรดเข้าไปใน Favorites ของ Windows Explorer ใน Windows 7 จะไม่สามารถทำได้โดยตรง ซึ่งข้างล่างนี้จะเป็นภาพตัวอย่างของการเพิ่มชอร์ทคัตเข้าไปในกรุ๊ปดังกล่าว โดยคุณจะไม่สามารถลากไอคอนโปรแกรมที่ต้องการไปสร้างชอร์ทคัตได้โดยตรง แต่จะต้องเข้าทางอื่นแทน

        ขั้นตอนการปรับแต่งให้กรุ๊ป Favroites มีชอร์ตคัทของโปรแกรมโปรดสามารถทำได้โดยขั้นแรกให้กดปุ่ม Windows + R เพื่อเปิดไดอะล็อกบ๊อกซ์ Run จากนั้นพิมพ์ %userprofile%\Links เข้าไปในช่องข้อความ Open: แล้วกดปุ่ม Enter หน้าต่าง C:\Users\Username\Links จะถูกเปิดขึ้นมา คราวนี้ลองลากไอคอนโปรแกรมที่ชืนชอบมาวางในนี้ เพื่อสร้าง shortcut ซึ่งมันจะทำได้ แล้วลองสังเกตกรุ๊ป Favorites คุณจะเห็นว่า ชอร์ทคัตที่สร้างขึ้นในนี้จะไปปรากฎในกรุ๊ป Favorites เองโดยอัตโนมัติ ไม่ยากเลย ถ้าสนใจก็ลองทำดูนะค่ะ


ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์

วันศุกร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2554

หอพักของมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต

เมื่อตอนเราเรียนอยู่ตอนปี 1 เราได้เรียนวิชาการวิเคราะห์และสร้างสรรค์สารสนเทศ ได้ทำงานกลุ่มเสนอสิ่งต่างๆของมหาลัย ทางกลุ่มได้นำเสนอสื่อผสม ในหัวข้อ "หอพักสวนดุสิต"

วีดีโอ นำเสนอ "หอพักสวนดุสิต" นะค่ะ


และ


ผลงานชิ้นแรกที่เราทำแล้ว ภาคภูมิใจในฝีมือ ถึงจะไม่เก่ง แต่ก็ออกมาโอเค ^^ 

ไวรัสตัวแรกของโลก !!!

ไวรัสตัวแรกของโลก !!!


"ไวรัส" เป็นตัวการสร้างความเสียหายให้กับคอมพิวเตอร์ทั่วโลก แต่ละปีมีมูลค่าความเสียหายที่เกิดจาก "ไวรัส" นับเป็นจำนวนมหาศาล จนต้องมีการผลิตซอฟต์แวร์ต่อต้านออกมาเป็นทิวแถว แต่จะมีใครรู้บ้างว่า ใครเป็นผู้สร้างไวรัสคอมพิวเตอร์ให้ออกมาอาละวาดเป็นคนแรกของโลก

เมื่อ หลายสิบปีก่อน "ริชาร์ด สเครนต้า" หรือ "ริช" มีอายุเพียง 15 ปี เรียนอยู่เพียงชั้น ม.3 เขาเป็นผู้สร้างไวรัสคอมพิวเตอร์เป็นคนแรกของโลก ด้วยความที่อยากแกล้งเพื่อน ไวรัส "เอลก์ โคลนเนอร์ (Elk Cloner)" จึงถือกำเนิดขึ้น


"สเครนต้า" ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัทรับเขียนโปรแกรม "Topix" เล่าให้ฟังว่า สมัยนั้นเขาและเพื่อนๆ ที่โรงเรียนเมาท์เลบานอนซีเนียร์ไฮสคูล ใกล้กับเมืองพิตสเบิร์ก สหรัฐอเมริกา ชอบแลกเกมและซอฟต์แวร์กัน เนื่องจากกฎหมายด้านซอฟต์แวร์ยังไม่เข้มงวด แต่เขาจะชอบเปลี่ยนข้อมูลในฟล็อปดิสก์ให้มีข้อความเยาะเย้ยเพื่อนๆ จนเพื่อนรู้แกวและไม่ชอบใจ หลายคนไม่ขอยืมดิสก์จากเขา

เมื่อความ แค้นฝังอก เขาใช้เวลาปิดเทอมช่วงฤดูหนาวหาทางตอบโต้ ด้วยการใช้คอมพิวเตอร์ "แอปเปิ้ล II" ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ที่ฮิตมากในยุคนั้น สร้างไวรัสประเภทที่เรียกว่า "บูต เซ็กเตอร์ (boot sector)" ขึ้นมา



วิธี การแพร่เชื้อไวรัสประเภทบูต เซ็กเตอร์ คือ พอเริ่มเปิดเครื่องดิสก์ที่ติดเชื้อไวรัสจะเข้าไปแทนที่หน่วยความจำใน คอมพิวเตอร์ เมื่อใดก็ตาม ที่มีผู้นำแผ่นดิสก์สะอาดใส่เข้าไปในคอมพิวเตอร์ และพิมพ์คำว่า "catalog" เพื่อหารายชื่อของไฟล์ ดิสก์ใหม่นั้นก็จะติดไวรัสและเมื่อนำดิสก์ไปให้กับผู้อื่น ไวรัสก็จะติดคอมพิวเตอร์ตัวอื่นๆ เป็นไฟลามทุ่ง จนผู้ใช้คอมพิวเตอร์บางคนที่ไม่เคยพบเคยเจอไวรัส นึกว่า มนุษย์ต่างดาวเข้ามาทำลายระบบคอมพิวเตอร์ เพราะ "เอลก์ โคลนเนอร์" ทำให้ภาพที่จอกลับหัว ตัวอักษรกะพริบ และขึ้นข้อความประหลาดซึ่งเป็นกลอนที่ "สเครนต้า" แต่งขึ้นมาเองว่า "It will get on all your disks; it will infiltrate your chips."

อย่างไรก็ตาม พิษของ "เอลก์ โคลนเนอร์" ไม่ร้ายแรงนักเทียบกับไวรัสนับแสนหรือเกินล้านตัวไปแล้วในปัจจุบัน เพราะทำให้เพื่อนเพียงแต่รำคาญ



จนปี 1986 มีไวรัสที่จ้องเล่นงานระบบของไมโครซอฟต์ขึ้นมา "เบรน (Brain)" เป็นไวรัสที่สร้างขึ้นโดยสองพี่น้องชาวปากีสถาน คือ อัมจัด และ บาสิต ฟารูก เพื่อต้องการลงโทษผู้ที่ใช้ซอฟต์แวร์เถื่อน "เบรน" ไม่ได้สร้างความเสียหายมาก เพียงแต่ขึ้นเบอร์โทรศัพท์ร้านซ่อมคอมพิวเตอร์ของพวกเขาเท่านั้น

ปัจจุบัน ไวรัสแพร่โดยผ่านอีเมล์ เมื่อเปิดอีเมล์ออกอ่าน ไวรัสจะเข้าไปทำลายโปรแกรมรวมทั้งข้อมูลในคอมพิวเตอร์ และส่งอีเมล์บรรจุไวรัสไปยังอีเมลแอดเดรสของผู้อื่นโดยอัตโนมัติ อย่าง ไวรัส "เมลิสซา (Melissa)" เมื่อปี 1999 ไวรัส "เลิฟบั๊ก (Love Bug) เมื่อปี 2000 และ ไวรัส "โซบิ๊ก (SoBig) เมื่อปี 2003 นอกจากนี้ไวรัสยังแพร่ผ่านระบบเครือข่าย ซึ่งทำให้การแพร่กระจายรวดเร็วกว่าการเปิดอีเมล์เสียอีก และยังสามารถขโมยข้อมูลส่วนบุคคล เช่น พาสเวิร์ด เพื่อทำอีเมล์ขยะส่งไปและยากที่จะหาต้นตอ ผู้ที่ชอบเข้าไปเว็บไซต์ลามกยังติดไวรัสได้อย่างง่ายๆ ด้วย

เดฟ มาร์คัส ผู้จัดการด้านวิจัยของบริษัท McAfee Inc. ผู้ผลิตซอฟต์แวร์กำจัด "มัลแวร์" หรือซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นโดยมีเจตนามุ่งร้ายต่อระบบคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ เช่น โทรจัน ฟิชชิ่ง สปายแวร์ กล่าวว่า เดี๋ยวนี้มีผู้สร้างมัลแวร์เพิ่มขึ้น วันหนึ่งมีมัลแวร์ใหม่ๆ ราว 150-175 ตัว ขณะที่ 5 ปีที่แล้ว พบมัลแวร์อาทิตย์ละประมาณ 100 ตัว อย่างไรก็ตาม การกำจัดมัลแวร์ไปจนถึงหนอนคอมพิวเตอร์ ไวรัส ได้สร้างรายได้ให้กับบริษัทผลิตซอฟต์แวร์ต่อต้านถึงปีละ 38,000 ล้านเหรียญ หรือ 1.3 ล้านล้านบาท

ไวรัสคอมพิวเตอร์ตัวสำคัญของโลก

ปี 1982 "เอลก์ โคลนเนอร์ (Elk Cloner)" เป็นไวรัสตัวแรกของโลกที่เข้าไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลของผู้ใช้ ทั่วโลก โดยผ่านฟล็อปดิสก์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ "แอปเปิ้ล II" และจะขึ้นคำกลอนของ "ริช สเครนต้า"

ปี 1986 "เบรน (Brain)" เป็นไวรัสตัวแรกที่เข้าไปในระบบ "ดอส" ของไมโครซอฟต์ เป็นฝีมือของสองพี่น้องชาวปากีสถาน ไวรัสจะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดเชื้อขึ้นเบอร์โทรศัพท์ร้านซ่อม คอมพิวเตอร์ของพวกเขา

ปี 1988 "มอร์ริส (Morris)" เป็นหนอนคอมพิวเตอร์ หรือโปรแกรมที่ถูกออกแบบมาให้มีความสามารถในการทำสำเนาตัวเองด้วยโค้ดที่ อยู่ในตัวมันเองโดยอิสระ ไม่ต้องรอการเรียกใช้งานจากผู้ใช้ หนอนคอมพิวเตอร์จะทำการแพร่กระจายตัวเองจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังอีก เครื่องหนึ่ง โดยอาศัยระบบเครือข่ายที่สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วและทำความเสียหาย ได้

สำหรับ "มอร์ริส" เขียนโดยบุตรชายของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลและเป็นผู้วชาญด้านความ ปลอดภัยคอมพิวเตอร์ และเป็นผู้ที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยคอร์แนล ทำให้คอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยและทหารเสียหายกว่า 6,000 เครื่อง โดยการแพร่ผ่านอินเตอร์เน็ต

ปี 1999 "เมลิสซา (Melissa)" เป็นไวรัสตัวแรกๆ ที่แพร่ผ่านอีเมล์ เมื่อผู้เปิดอีเมล์ติดเชื้อไวรัส ไวรัสจะก๊อบตัวเองส่งไปยังตามอีเมล์แอดเดรส 50 ที่อยู่แรก ทำให้ไวรัสแพร่ไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

ปี 2000 "เลิฟบั๊ก (Love Bug)" แพร่โดยอีเมล์เช่นกัน โดยจะหลอกผู้รับว่าเป็นจดหมายรัก ทำให้ผู้รับรีบเปิดอีเมล์ดูโดยไม่ทันเฉลียวใจว่าถูกหลอก

ปี 2001 "โค้ดเรด (Code Red)" เป็น "หนอนเครือข่าย" ตัวแรกๆ ที่เข้าไปทำลายจุดอ่อนของซอฟต์แวร์ไมโครซอฟต์ และแพร่ไปยังคอมพิวเตอร์อื่นๆ อย่างรวดเร็ว เพราะแพร่ผ่านโดย "ระบบเครือข่าย" ไม่ต้องรอให้ผู้ใช้เข้ามาเปิดอีเมล์

ปี 2003 "แบลสเตอร์ (Blaster)" ฉวยโอกาสที่รู้จุดอ่อนของซอฟต์แวร์ไมโครซอฟต์ และเกิดขึ้นพร้อมๆ กับไวรัส "โซบิ๊ก" ทำให้ทางไมโครซอฟต์ถึงกับเสนอรางวัลให้กับผู้ที่ชี้เบาะแสกับทางการหาตัวและ นำผู้ที่เขียนไวรัสมาลงโทษ

ปี 2004 "แซสเซอร์ (Sasser)" เด็กวัยรุ่นชาวเยอรมันเป็นผู้เขียนหนอนนี้ แพร่โดยอาศัยช่องโหว่จากระบบปฏิบัติการวินโดว์สของไมโครซอฟต์ ความเสียหายจากแซสเซอร์ มีตั้งแต่ทำลายระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลในฮ่องกง ที่ทำการไปรษณีย์หลายแห่งในไต้หวัน สายการบินบริติชแอร์เวย์เลื่อนเที่ยวบินประมาณ 20 เที่ยวบิน





20 ไวรัสที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์

1.CREEPER (1971)
โปรแกรมหนอนอินเตอร์เน็ตตัวแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ในคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ TOPS TEN

2.ELK CLONER (1985)
ไวรัสคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลตัวแรกที่เกิดกับ Apple IIe เป็นผลงานของเด็กนักเรียนระดับมัธยมศึกษา (เกรด 9)

3.THE INTERNET WORM (1985)
เขียนโดยบุคลากรในมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ซึ่งมีผลต่อการใช้งานอินเตอร์เน็ต

4.PAKISTANI BRAIN (1988)
ไวรัสตัวแรกที่ติดกับคอมพิวเตอร์พีซีไอบีเอ็ม เขียนโดยสองพี่น้องจากปากีสถาน ถือเป็นไวรัสตัวแรกที่สื่อให้ความสนใจอย่างแพร่หลาย

5.JERUSALEM FAMILY (1990) มีสายพันธุ์ที่แตกต่างกันประมาณ 50 สายพันธุ์ เชื่อกันว่ามีต้นกำเนิดมาจากมหาวิทยาลัยเยรูซาเล็ม

6.STONED (1989)
ไวรัส ที่แพร่ระบาดหนักที่สุดช่วงสิบปีแรก ติดเชื้อในส่วนบูตระบบ /.mbr ส่งผลให้รีบูตระบบหลายครั้งและยังแสดงข้อความว่า “your computer is now stoned”

7.DARK AVENGER MUTATION ENGINE (1990)
เขียนเมื่อปี 1988 แต่นำไปใช้ครั้งแรกต้นปี 1990 เช่นเดียวกับไวรัส POGUE และ COFFEESHOP กลไกการกลายพันธุ์ได้หลากหลายรูปแบบของไวรัสตัวนี้ ทำให้ไวรัสสามารถทำงานได้ตลอดเวลา

8.MICHEANGELO (1992)
สายพันธุ์หนึ่งของ STONED ความสามารถทำลายล้างสูง โดยวันที่ 6 มีนาคม ไวรัสตัวนี้จะลบ 100 เซ็คเตอร์แรกของฮาร์ดไดรฟ์ให้ใช้งานไม่ได้

9.WORLD CONCEPT (1995)
ไวรัส Microsoft Word Macro ตัวแรกที่แพร่กระจายสู่โลกภายนอก โดยมีการแอบใส่ข้อความไว้ว่า “That”s enough to prove my point” ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ในยุคที่สองของไวรัสคอมพิวเตอร์ และที่สำคัญเป็นไวรัสคอมพิวเตอร์ที่เกิดจากแฮกเกอร์ซึ่งมีทักษะน้อยมาก

10.CIH/CHERNOBYL (1998)
ไวรัส Chernobyl เป็นไวรัสทำลายล้างมากที่สุดเท่าที่เคยพบ เริ่มปฏิบัติการทำลายล้างโดยอาศัยเงื่อนไข คือ เมื่อปฏิทินในเครื่องคอมพิวเตอร์ตรงกับวันที่ 26 ในทุกๆ เดือน สามารถทำลายข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ และทำลายข้อมูลการบูตที่เก็บอยู่ในไบออส โดยแฟลชไบออสด้วยข้อมูลขยะส่งผลให้ข้อมูลต่างๆ ที่เคยแสดงตอนบูตเครื่องกลายเป็นหน้าว่างๆ และไม่สามารถเรียกขึ้นมาใช้งานได้อีกต่อไป

11.MELISSA (1999)
ไวรัส สำคัญตัวแรกที่แพร่ระบาดผ่านอี-เมล และเป็นการเริ่มต้นของยุคไวรัสอินเตอร์เน็ตอย่างแท้จริง แม้ Melissa ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการทำลาย แต่ก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้ใช้เนื่องจากจะทำให้กล่องรับอี-เมลเต็มในทุก ที่ที่เกิดการติดเชื้อ

12.LOVEBUG (2001)
หนอนอี-เมลที่ได้รับความนิยมสูงสุด เป็นรูปแบบของการใช้ชุมชนเครือข่ายสังคมออนไลน์ให้เป็นประโยชน์

13.Code RED (2001)
ตั้ง ชื่อตามเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนสูงที่ได้รับความนิยม ไวรัสเครือข่ายตัวนี้จะอาศัยอยู่ในคอมพิวเตอร์ที่มีช่องโหว่ความปลอดภัย และทำการแพร่ระบาดด้วยตัวเอง

14.NIMDA (2001)
เรียกกันว่า “Swiss Army Knife” หรือมีดอเนกประสงค์ของไวรัส ซึ่งจะใช้หลายวิธีในการเข้าสู่เครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นหน่วยความจำล้นอี-เมล การใช้เครือข่ายร่วมกัน และวิธีการอื่นๆ อีกเป็นสิบวิธี

15.BAGEL/NETSKY (2004)
เป็น ไวรัสที่ออกแบบมาโดยมีความสามารถเทียบเคียงกัน และต่อสู้กันเอง แต่ละตัวสร้างสายพันธุ์ออกมาอีกนับร้อยสายพันธุ์ และใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งประสบความสำเร็จในการแพร่ระบาดอย่างมาก หนอนทั้งสองตัวนี้ติดอยู่ในกระแสข่าวตลอดทั้งปี

16.BOTNETS (2004)
นัก รบซอมบี้ในโลกอินเตอร์เน็ตเหล่านี้ช่วยงานอาชญากรไซเบอร์ด้วยการสะสมกำลังพล คอมพิวเตอร์ที่ติดเชื้ออย่างไม่มีวันสิ้นสุด โดยอาชญากรไซเบอร์จะสามารถกำหนดค่าใหม่ให้กับคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายได้ เพื่อให้ส่งต่อสแปม เพิ่มเหยื่อติดเชื้อ และขโมยข้อมูล

17.ZOTOB (2005)
หนอน ตัวนี้มีผลเฉพาะกับระบบ Windows 2000 ที่ไม่ได้ติดตั้งโปรแกรมซ่อมแซม แต่ความสามารถที่โดดเด่น เข้าควบคุมไซต์ของสื่อรายใหญ่หลายแห่ง รวมทั้งซีเอ็นเอ็น และนิวยอร์ก ไทม์ส ด้วย

18.ROOTKITS (2005) หนึ่งในเครื่องมือที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโลกของโค้ดที่เป็นอันตราย ซึ่งถูกใช้เพื่อทำให้มัลแวร์อื่นสามารถซ่อนตัวอยู่ในคอมพิวเตอร์ได้ โดยมัลแวร์ที่ซ่อนตัวอยู่จะทำงานที่เป็นอันตรายอย่างลับๆ

19.STORM WORM (2007)
ไวรัส ลวงที่ที่เกิดขึ้นซ้ำนับพันๆ ครั้ง และในท้ายที่สุดก็จะสร้างบ็อตเน็ตที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยเชื่อว่ามีคอมพิวเตอร์ที่ติดเชื้อในเวลาเดียวกันมากกว่า 15 ล้านเครื่อง และอยู่ภายใต้การควบคุมของอาชญกรใต้ดิน

20.ITALIAN JOB (2007)
ไม่ ใช่มัลแวร์ที่ใช้เครื่องมือเดี่ยวๆ แต่เป็นการโจมตีร่วมกันโดยใช้ชุดเครื่องมือที่จัดเตรียมไว้ล่วงหน้าหรือ รู้จักว่า MPACK เพื่อสร้างมัลแวร์รุ่นใหม่เพื่อการขโมยข้อมูลขึ้นมา และมีเว็บไซต์กว่าหมื่นแห่งตกเป็นเหยื่อ.

อ้างอิงจาก http://eieinaka.wordpress.com/tag/elk-cloner/

วันพุธที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2554

กระบวนการจัดการเรียนรู้

นอนมากอ้วนน้อย จริงไหม

จากการศึกษาในคนอเมริกันในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ชั่วโมงนอนโดยเฉลี่ยของคนอเมริกันได้ลดลง 1-2 ชั่วโมงต่อวัน ในขณะ เดียวกันจำนวนคนอ้วนก็มีเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในขณะนี้ประมาณ 2 ใน 3 ของคนอเมริกันมีน้ำหนักเกินปกติ

จากรายงานหลายรายพบว่าการนอนน้อยมีความสัมพันธ์ผกผันกับความอ้วน คือ เมื่อการนอนน้อยลง ดัชนีมวลรวมของร่างกาย
จะเพิ่มขึ้น 
อ่านถึงตรงนี้บางคนอาจจะถึงบางอ้อว่า การนอนจนเลยเวลาอาหาร ไม่ได้กินอาหารจึงทำให้ผอมลง แต่นั่นไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง ปัจจุบันนี้มีข้อมูลใหม่บ่งบอกว่า การนอนของคนเรามีผลต่อการหลั่งฮอร์โมนที่ควบคุมความหิวออกมา ฮอร์โมนที่ว่านั้นคือ เกรลิน (Ghrelin) และเล็ปติน (Leptin) 

เกรลิน (Ghrelin) เป็นฮอร์โมนกระตุ้นความหิวที่ถูกค้นพบเมื่อปี ค.ศ.1970 กว่าๆ โดยพบในเซลล์กระเพาะอาหารและเนื้อเยื่ออื่นๆ เช่น ที่สมองส่วนไฮโปธารามัส ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นความหิวที่มีฤทธิ์แรงที่สุดเท่าที่รู้กันในปัจจุบัน ฮอร์โมนนี้ทำให้หนูในห้องทดลอง เพิ่มความหิว กินอาหารมากขึ้น มีไขมันมากขึ้น 

ส่วนเล็ปติน (Leptin) เป็นฮอร์โมนที่กดความหิว เขาพบ ฮอร์โมนนี้ในเนื้อเยื่อไขมัน เมื่อปี ค.ศ.1994 นักวิทยาศาสตร์พบว่าหนูที่อ้วนโดยพันธุกรรมมียีนที่บกพร่องในการสร้างสารเล็ปติน เมื่อเขาเอาสารเล็ปตินฉีดเข้าหนูอ้วนที่ว่านี้ หนูนั้นลดการกินอาหารลง อัตราการเผาผลาญอาหารเพิ่มขึ้น น้ำหนักตัวลดลง 

สำหรับการทดลองในคน เขาศึกษาพบว่าคนที่นอนน้อยกว่า 8 ชั่วโมงต่อคืนมีความโน้มเอียงที่จะอ้วนกว่าคนที่นอนมากกว่า 8 ชั่วโมง คนที่ปกตินอนคืนละ 5 ชั่วโมงมีระดับฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) ในเลือดสูงกว่าคนที่นอน 8 ชั่วโมงต่อคืน 15% และมีระดับเล็ปติน (Leptin) ต่ำกว่า 15%
การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน 2 ตัวนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในความหิวอาหาร คือ คนที่นอนน้อยจะหิวมากกินมาก และอ้วนมากกว่า จากการศึกษาของหมอชาฮ์ราด เตฮารี แห่งวิสคอนซิล และเพื่อนที่มหาวิทยาลัย
ฮาร์วาร์ด ตีพิมพ์เมื่อเดือนธันวาคม 2004 ในวารสาร Public Library of Medicine 

ในการศึกษานี้ส่วนหนึ่งเขาใช้อาสาสมัคร 1,024 คน เขาให้นอนค้างคืนในห้องแล็ป แล้วทำการตรวจเฝ้าระวังติดตามการนอนหลับ เช่น 
ความเปลี่ยนแปลงของคลื่นสมอง การหายใจ การเต้นของหัวใจ บันทึกน้ำหนักและความสูง ตรวจเลือด และให้ตอบแบบสอบถามถึงเรื่องนิสัยการนอน ฯลฯ 

เขาพบว่ามีความสัมพันธ์โดยผกผันระหว่างการนอนน้อยกว่า 7.7 ชั่วโมงต่อคืนกับการเพิ่มขึ้นของดัชนีมวลรวมของร่างกาย ในขณะเดียวกันก็พบว่าคนนอนน้อยจะมีระดับเกรลินเพิ่มขึ้นและเล็ปตินต่ำลง และพบว่าการลดลงของการนอนจาก 8 ชั่วโมง เป็น 5 ชั่วโมงทำให้ระดับเกรลินเพิ่มขึ้น 15% และระดับเล็ปตินลดลง 15% คือทำให้หิวมากขึ้นนั้นเอง 

อีกรายงานหนึ่งในวารสาร Annals of Internal Medicine ซึ่งยืนยันผลการศึกษาข้างต้นคือ ในคนอดหลับอดนอนระดับเล็ปตินลดลง 18% และระดับเกรลินเพิ่มขึ้น 28% และความหิวเพิ่มขึ้น 24% และกินอาหารเพิ่มขึ้น 23% โดยเฉพาะอย่างยิ่งเลือกกินอาหารแป้งหรือน้ำตาลที่มีแคลอรีสูง เช่น ไอศกรีม 

เมื่อก่อนนี้เราเคยสังเกตพบว่าคนที่มีอาชีพอยู่เวรดึก เช่น หมอ หรือพยาบาล มักจะอ้วนหรือตุ้ยนุ้ยกว่าคนที่อยู่เวรเช้าที่ไม่ต้อง
อดหลับอดนอน เมื่อก่อนเราก็เข้าใจกันเอาเองว่า การที่คนอยู่เวรดึกอ้วนกว่าเพราะกินมากกว่า เนื่องจากมีความเครียดทำให้หิวมากกว่า แต่ในปัจจุบันนี้เรามีคำอธิบายที่เป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น คือ เมื่ออดนอนก็มีฮอร์โมนเพิ่มความหิวมากขึ้น ทำให้กินมากขึ้น 

เมื่อก่อนนี้เคยมีการศึกษาพบว่าคนที่ทำงานกะดึกมีโรคมากกว่าคนทำงานกลางวัน คือนอกจากเครียดกว่า อ้วนกว่าแล้ว 
คนทำงานกะดึกยังมีโรคมากกว่า เช่น โรคหัวใจและความดันเลือดสูงมากกว่า เป็นมะเร็งเต้านมมากกว่า เป็นต้น งานกะดึกหรือเวรดึกจึงไม่ค่อยจะเป็นที่พิสมัยของใครๆ จึงต้องมีการหลบหลีกแลกเวรกันเป็นประจำ คนมีครอบครัวก็มักจะอ้างเอาคู่ที่อยู่ครองมาเป็นข้อต่อรอง ทำให้คนโสดต้องเสียเปรียบรับภาระส่วนนี้ไปมากกว่า คนที่จะอยู่เวรดึกจึงหาได้ยาก จึงควรมีการจ่ายค่าตอบแทนที่มากขึ้นเหมือนอย่างที่ประเทศพัฒนาเขาทำกัน เป็นการตอบแทนความเสี่ยงต่อโรคดังกล่าว 

จากการศึกษาพบฮอร์โมนควบคุมความหิวดังกล่าวทำให้เรามีความหวังว่าต่อไปเราจะมียารักษาคนผอม คือ ฉีดยากระตุ้น
ความหิวให้เจริญอาหาร ทุกวันนี้เวลาคนไข้มาปรึกษาเรื่องผอม หมอก็จะรักษาทางอ้อม คือ ให้วิตามินบ้าง อาหารเสริมบ้าง ยังไม่มียาเพิ่มความหิวโดยตรง (เท่าที่รู้) ส่วนยาลดความหิวที่ใช้รักษาความอ้วนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีอะไรที่ดี ที่ไม่มีผลข้างเคียงร้ายแรง ต่อไปเราอาจจะมียาฉีดลด ความอ้วนในรูปของฮอร์โมนอย่างเล็ปตินก็เป็นได้ แต่จากการทดลอง ในคน ผลการศึกษายังไม่ตรงไปตรงมาเหมือนในหนู เนื่องจากความอ้วนในคนเกิดจากหลายปัจจัย ไม่ใช่ความหิวอย่างเดียว อาจจะเป็นพันธุกรรม นิสัยการกิน ชนิดของอาหาร เป็นต้น
ความหวังที่จะได้ ยาฉีดลดความอ้วนจึงยังไม่เป็นจริงในขณะนี้ 

การนอนที่เพียงพอมีผลดีต่อสุขภาพหลายสถานนอกจากการลดความหิว การนอนทำให้ความจำดีขึ้น ทำให้ระบบภูมิต้านทาน
ต่อโรคดีขึ้น เนื่องจากมีเซลล์ต้านการติดเชื้อมากกว่า มีการผลิตสารเมลาโทนิน มากกว่าทำให้ต้านมะเร็งได้ ทำให้แก่ช้าลงและอายุยืนกว่าคนนอนน้อย ทำให้มีความซึมเศร้าน้อยกว่า ในเด็กวัยรุ่นที่นอนน้อยจะมีอุบัติการณ์ ดื่มเหล้าและเสพยามากกว่าปกติถึง 2 เท่า ในเด็กวัยเจริญเติบโตการนอนที่เพียงพอเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งของ การเจริญเติบโตของร่างกาย การนอนที่เพียงพอจะทำให้ ขับรถไม่หลับใน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุที่สำคัญโดยเฉพาะในห้วงเวลาของเวิลด์คัพฟีเวอร์ในขณะนี้ (ที่เขียนต้นฉบับ) 

ที่ว่ามานี้ไม่ใช่ต้องการชี้แนะให้นอนอุตุขี้เกียจหลังยาว แต่แนะนำให้นอนให้เพียงพอ เฉลี่ยวันละ 7-8 ชั่วโมง 
สำหรับหลายคนที่มีปัญหาเรื่องการนอนหลับ ทั้งๆ ที่มีอาชีพที่เขาให้โอกาสนอนได้มากๆ เช่น เป็นครู อาจารย์ ไม่ต้องอยู่เวรยาม 
แถมยังมีเวลาหยุดภาคเรียน แต่ก็ยังนอนไม่หลับ ผู้รู้เรื่องการนอนหลับแนะนำว่าเพื่อให้การนอนหลับดี ควรลองปฏิบัติดังนี้ 
• เข้านอนและตื่นนอนให้ตรงเวลาทุกวัน ไม่เว้นวันหยุด 
• ฝึกทำกิจกรรมที่เป็นอาจิณปฏิบัติ เช่น อาบน้ำก่อนนอน อ่านหนังสือง่ายๆ ก่อนนอน (ถ้าเอาไวยากรณ์ไทยมาอ่านก็ต้องระวังเพราะอาจขึ้นเตียงไม่ทัน) 
• ใช้ห้องนอนสำหรับการนอนและเพศสัมพันธ์เท่านั้น ไม่ควรใช้ดูหนังดูละครหรือดูกีฬาทำความรำคาญให้แก่คู่ครองที่มีรสนิยม
ต่างกัน หรือใช้ห้องนอนทำบัญชีเคลียร์หนี้ซึ่งทำให้เครียดจนนอนไม่หลับ 
• ทำห้องนอนให้เงียบและมืดซึ่งชวนให้หลับได้ดี 

ในขณะที่ยังไม่มียาลดความอ้วนที่ดีที่ปลอดภัย การนอนที่เพียงพอจึงเป็นยาต้านความอ้วนที่ดีอย่างหนึ่งครับ 

วันอาทิตย์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2554

โค้ดโจมตีผ่านโปรแกรมบน Win7 โผล่!

รายงานข่าวล่าสุด คล้อยหลังแค่วันเดียวหลังจากไมโครซอฟท์ (Microsoft) ออกมายืนยันว่า มันมีช่องโหว่ของแอพพลิเคชันที่ทำงานบน Windows ที่สามารถรันโค้ดอันตรายบนเครื่องพีซีของผู้ใช้ การเผยแพร่โค้ดที่ใช้โจมตีก็โผล่ทันที โดยเป้าหมายโปรแกรมที่โดนวางยาแล้วก็จะมีบราวเซอร์ Firefox, uTorrent (ไคลเอ็นต์ BitTorrent) และ Microsoft PowerPoint

โค้ดอันตรายได้ถูกโพสต์ขึ้นบน Exploit Database เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งในนั้นก็จะมีโค้ดสำหรับวางยาโปรแกรม Wireshark packet sniffer, Windows Live email และ Microsoft MovieMaker นอกจากนี้ยังมีสำหรับแอพพลิเคชันเวอร์ชันล่าสุดอย่าง Firefox, uTorrent และ PowerPoint นั่นหมายความว่า หากมีการนำโค้ดอันตรายไปใช้ โปรแกรมเหล่านี้จะตกเป็นเหยื่อโหลด DLL อันตรายไปรันในเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ได้ทันที


รายงาน ข่าวอ้างว่า มันมีแอพพลิเคชันมากถึง 200 ตัวกำลังเผชิญกับช่องโหว่อันเป็นผลจากวิธีค้นหาและโหลดไฟล์ DLL ของแอพพลิเคชัน ซึ่งหากผู้ไม่หวังดีวางยาด้วย DLL ทีใช้โจมตีเข้าไปในเครื่องของผู้ใช้ได้สำเร็จ นั่นหมายความว่า แฮคเกอร์สามารถเข้าควบคุมพีซีของผู้ใช้ได้อย่างสมบูรณ์ ข้อมูลดังกล่าวเปิดเผยโดย Mitja Kolsek ซีอีโอของ Acros Security บริษัทในสโลวาเกียที่เตือนไมโครซอฟท์ในเรื่องนี้ตั้งแต่สี่เดือนที่แล้ว จนล่าสุดไมโครซอฟท์ออกมาประกาศเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า รากเหง้าของช่องโหว่เกิดจากแอพพลิเคชันที่ไม่กำหนดพาธ (path ตำแหน่งที่อยู่ของไฟล์) ที่ชัดเจนของไฟล์ DLL และไฟล์ไบนารี่โค้ดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโปรแกรม ปัญหาดังกล่าวทำให้แอพพลิเคชันแต่ละตัวจะต้องอุดช่องโหว่กันเอง แทนที่จะอัพเดตเฉพาะระบบปฏิบัติการ Windows แค่ตัวเดียว

ผู้เชี่ยวชาญ ที่ได้ออกมาเปิดเผยเรื่องของช่องโหว่ที่พบจากการทำงานของแอพพลิเคชันต่างๆ กับ Windows ยังได้เตือนผู้ใช้อีกด้วยว่า ซอฟต์แวร์เพิ่มเติมจากไมโครซอฟท์เองก็มีช่องโหว่ในการทำงานลักษณะดังกล่าว เช่นเดียวกัน ซึ่งล่าสุดทางไมโครซอฟท์ได้ให้ทีมระบบรักษาความปลอดภัยตรวจสอบซอฟต์แวร์ เหล่านั้นแล้ว งานนี้คุณผู้อ่านเว็บไซต์ arip ทุกท่านคงต้องระวังกันให้ดีด้วยนะครับ

ข้อมูลจาก ARIP

ประเภทของไวรัสคอมพิวเตอร์

หากเปรียบเทียบจะเห็นได้เลยว่าไวรัสคอมพิวเตอร์กับไวรัสของมนุษย์ รวมทั้งอาการต่างๆมีความใกล้เคียงกันมากจริงๆจนแทบจะพูดได้เลยว่าเจ้าไวรัสคอมพิวเตอร์นี้ถูกออกแบบมาให้เหมือนกับไวรัสของมนุษย์นั้นเอง

ไวรัสคอมพิวเตอร์ประเภทต่างๆ

ไวรัสคอมพิวเตอร์ แบ่งออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่

1. บู๊ตเซ็กเตอร์ไวรัส หรือบู๊ตอินเฟ็กเตอร์ไวรัส (Boot Sector Viruses / Boot Infector Viruses) เป็นไวรัสที่แฝงตัวอยู่ในบู๊ตเซ็กเตอร์(ส่วนที่ฮาร์ดดิสก์จะอ่านก่อนข้อมูลอื่น) โดยไวรัสชนิดนี้นะครับจะซ่อนตัวอยู่ในแผ่นฟล็อปปี้ดิสก์ เมื่อมีการอ่านข้อมูลจากฟล็อปปี้ดิสก์ ไวรัสก็จะแฝงตัวเข้าสู่บู๊ตเซ็กเตอร์ของฮาร์ดดิสก์ ทำให้ฮาร์ดดิสก์ของเราติดไวรัส ไวรัสก็จะไปรบกวนการทำงานของคอมพิวเตอร์เมื่อมีการบู๊ตเครื่องใหม่

2. โปรแกรมไวรัส หรือ ไฟล์อินเฟ็กเตอร์ไวรัส (Program Viruses / File Infector Viruses) เป็นไวรัสอีกประเภทหนึ่งที่จะติดอยู่กับโปรแกรม ซึ่งปกติก็คือ ไฟล์ที่มีนามสกุลเป็น .com , .dll หรือ .exe และบางไวรัสสามารถเข้า ไปติดอยู่ในโปรแกรมที่มีนามสกุลเป็น .sys , .bin , .drv และโปรแกรมประเภท Overlay Programsได้ด้วย โปรแกรมโอเวอร์เลย์ปกติจะเป็นไฟล์ที่มีนามสกุลที่ขึ้นต้นด้วย OV วิธีการที่ไวรัสใช้เพื่อที่จะ เข้าไปติดโปรแกรมมีอยู่สองวิธี คือ การแทรกตัวเองเข้าไปอยู่ในโปรแกรมผลก็คือหลังจาก โปรแกรมนั้นติดไวรัสไปแล้ว ขนาดของโปรแกรมจะใหญ่ขึ้น หรืออาจมีการสำเนาตัวเองเข้าไปทับส่วนของโปรแกรมที่มีอยู่เดิมดังนั้นขนาดของโปรแกรมจะไม่เปลี่ยนและยากที่ จะซ่อมให้กลับเป็นดังเดิม

การทำงานของไวรัสนี้ โดยทั่วไป คือ เมื่อมีการเรียกโปรแกรมที่ติดไวรัส ส่วนของไวรัสจะทำงานก่อนและจะถือโอกาสนี้ฝังตัวเข้าไปอยู่ในหน่วยความจำทันทีแล้วจึงค่อยให้ โปรแกรมนั้นทำงานตามปกติต่อไป เมื่อไวรัสเข้าไปฝังตัวอยู่ในหน่วยความจำแล้ว หลังจากนี้ไปถ้ามีการเรียกโปรแกรมอื่นๆ ขึ้นมาทำงานต่อ ตัวไวรัสก็จะสำเนาตัวเองเข้าไป ในโปรแกรมเหล่านี้ทันที เป็นการแพร่ระบาดต่อไป วิธีการแพร่ระบาดอีกแบบหนึ่งคือ เมื่อมีการเรียกโปรแกรมที่มีไวรัสติดอยู่ ตัวไวรัสจะเข้าไปหาโปรแกรมอื่น ๆ ที่อยู่ในดิสก์เพื่อทำสำเนาตัวเองลงไปทันทีแล้วจึงค่อยให้โปรแกรมที่ถูกเรียก นั้นทำงานตามปกติต่อไป

3. โพลีมอร์ฟิกไวรัส (Polymorphic Viruses) เป็นชื่อที่ใช้ในการเรียกไวรัสที่มีความสามารถในการแปรเปลี่ยนตัวเอง ได้เมื่อมีสร้างสำเนา (Copy) ตัวเองเกิดขึ้น ซึ่งอาจแปรเปลี่ยนได้ถึงหลายร้อยรูปแบบ ผลก็คือ ทำให้ไวรัสเหล่านี้ยากต่อการถูกตรวจจับ โดยโปรแกรมตรวจหาไวรัสที่ใช้วิธีการสแกนอย่างเดียว ไวรัสใหม่ ๆ ในปัจจุบันที่มีความสามารถนี้เริ่มมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

4. มาโครไวรัส (Macro Viruses) เป็นไวรัสที่จะแฝงตัวติดกับไฟล์ที่เป็นต้นแบบ (Template) ในการสร้างเอกสารต่างๆ หลังจากที่ไฟล์ต้นแบบติดไวรัสแล้ว ทุกๆเอกสารที่เปิดใช้งานแล้วมีการเชื่อมโยงกับไฟล์ต้นแบบนั้นๆก็จะติดไวรัสไปด้วยทำให้ไฟล์เกิดการเสียหายได้

5. สเตลท์ไวรัส (Stealth Viruses) เป็นชื่อเรียกไวรัสที่มีความสามารถในการพรางตัวต่อการตรวจจับได้ เช่น ไฟล์อินเฟ็กเตอร์ ไวรัสประเภทที่ไปติดโปรแกรมใดแล้วจะทำให้ขนาดของ โปรแกรมนั้นใหญ่ขึ้น ถ้าโปรแกรมไวรัสนั้นเป็นแบบสเตลท์ไวรัส จะไม่สามารถตรวจดูขนาดที่แท้จริง ของโปรแกรมที่เพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากตัว ไวรัสจะเข้าไปควบคุม เมื่อมีการใช้คำสั่ง DIR หรือใช้โปรแกรมใดก็ตามเพื่อตรวจดูขนาดของโปรแกรม ก็จะแสดงขนาดของโปรแกรมเท่าเดิม ทุกอย่างราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น


ขอบคุณภาพและเนื้อหา

ไวรัสคอมพิวเตอร์ คืออะไร

ไวรัส (Virus) ในความหมายโดยทั่วไปก็คือ เชื้อโรคที่ทำลายสุขภาพของมนุษย์ แต่สำหรับ "ไวรัสคอมพิวเตอร์" นั้นหมายถึง โปรแกรมที่มีผู้เขียนขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ร้าย เช่น โจมตีหรือขัดขวางการทำงานของหน่วยความจำทำให้เปิดแฟ้มข้อมูลในฮาร์ดดิสไม่ได้, ทำให้ไม่สามารถใช้งานอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ เป็นต้น
ความสามารถพื้นฐาน ของไวรัสคอมพิวเตอร์คือ สามารถติดต่อไปยังโปรแกรมอื่นๆและทำสำเนา (copy) ตัวมันเองได้และมักจะมีการปรับเปลี่ยนลักษณะในทุกๆ ครั้งที่ทำสำเนาตัวมันเอง โดยส่วนใหญ่แล้วไวรัสจะพยายามหลบซ่อนจากการตรวจจับ หรือแสร้งทำตัวเป็นไฟล์สำคัญของระบบปฏิบัติการซึ่งระบบจะซ่อนไฟล์เหล่านี้ไว้ไม่ให้ผู้ใช้งานพบเจอ หรือลบออกไปได้ง่ายๆ ในขณะที่ไวรัสโดยทั่วไปนั้นก่อให้เกิดความเสียหาย (เช่น ทำลายข้อมูล) แต่ก็มีหลายชนิดที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย เพียงแต่ก่อให้เกิดความรำคาญเท่านั้น

ไวรัสบางชนิดนั้นจะมีการตั้งเวลาให้ทำงานเฉพาะตามเงื่อนไข เช่น เมื่อถึงวันที่ที่กำหนด หรือเมื่อทำการขยายตัวได้ถึงระดับหนึ่ง ซึ่งไวรัสเหล่านี้จะเรียกว่า บอมบ์ (bomb) หรือระเบิด ระเบิดเวลาจะทำงานเมื่อถึงวันที่ที่กำหนด ส่วนระเบิดเงื่อนไขนั้นจะทำงานเมื่อผู้ใช้คอมพิวเตอร์มีการกระทำเฉพาะซึ่งเป็นตัวจุดชนวน ไม่ว่าจะเป็นไวรัสชนิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือไม่ก็ตาม ก็จะมีผลเสียที่เกิดจากการแพร่ขยายตัวของไวรัสอย่างไร้การควบคุม ซึ่งจะเป็นการบริโภคทรัพยากรคอมพิวเตอร์อย่างไร้ประโยชน์ หรืออาจจะบริโภคไปเป็นจำนวนมาก อธิบายง่ายๆ คือถ้าเปรียบคอมพิวเตอร์เป็นมนุษย์ ไวรัสก็เปรียบได้กับเชื้อโรคที่อยู่รอบๆตัวเรา แล้วเชื้อโรคมันเข้าสู่ร่างกายของเราได้อย่างไร คำตอบสามารถแบ่งออกเป็น 2 เรื่องใหญ่ๆก็คือ ได้รับเชื้อโรคโดยตรงกับได้รับเชื้อโรคจากผู้อื่น

คอมพิวเตอร์เองก็เช่นกัน ติดไวรัสจากการที่ผู้ใช้เองนำ สื่อ หรือเข้าเว็บไซต์ที่มีไวรัสอยู่ทำให้ไวรัสเข้ามาติดในเครื่องโดยตรงกับรับไวรัสจากอีเมลหรือจาก flash drive ของผู้อื่น และเมื่อมนุษย์ติดเชื้อไวรัสแล้วก็จะมีอาการเจ็บป่วย ไม่สบาย ทำงานได้ไมเต็มที่ ส่วนคอมพิวเตอร์เองจะมีอาการได้แก่ การทำงานช้าผิดปกติ มีไฟล์หายไป รวมทั้งการหยุดทำงานเอง เป็นต้น สุดท้ายที่จะขอเปรียบเทียบคือ การแพร่เชื้อนั้นเอง มนุษย์สามารถแพร่เชื้อโรคจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง ไวรัสคอมพิวเตอร์ก็ทำได้เช่นกัน ไวรัสคอมพิวเตอร์สามารถ copy แพร่ตัวมันเองจากไฟล์หนึ่งไปสู่อีกไฟล์หนึ่ง และยังแพร่จากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปสู่อีกเครื่องได้ โดยการผ่านสื่อต่างๆเช่น แผ่นดิสก์, flash drive และ อีเมล์ เป็นต้น

ขอบคุณภาพและเนื้อหา

เซ็นชื่อรับรองสำเนาถูกต้อง...รู้ไว้ไม่เป็นหนี้

บางคนอาจใช้ขีดเส้นขนาน แล้วเขียนข้อความ / เซ็นรับรอง


วันนี้เอาวิธีเซ็นชื่อรับรองสำเนาที่ถูกต้อง มาแบ่งปันให้คุณรู้ไว้จะได้ไม่เป็นหนี้ เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ประมาทไม่ได้เลยล่ะ เพราะหากเซ็นไม่ถูกวิธีแม้เพียงนิดเดียว คุณอาจตกเป็นหนี้โดยไม่รู้ตัวจากผู้ที่ไม่ประสงค์ดีที่นำเอาเอกสารสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน หรือสำเนาเอกสารสำคัญอื่นๆ จากการเซ็นรับรองของเราไปทำประโยชน์ส่วนตน แต่สร้างหนี้ที่ไม่ได้ก่อให้กับเรา ดังนั้นจึงขอแนะนำว่า...ทุกครั้งหากต้องเซ็นเอกสารรับรองสำเนาอย่าลืม ... จำ...และทำตามขั้นตอนต่อไปนี้นะครับ...


1) ทุกครั้งหลังจากเซ็นชื่อ และเขียนรับรองสำเนาถูกต้องแล้ว ต้องเขียนรายละเอียดกำกับไว้ด้วยว่า..เอกสารฉบับนั้นใช้สำหรับทำอะไร เช่น " ใช้เฉพาะสมัครงานเท่านั้น "


2) นอกจากกำกับรายละเอียดการใช้แล้ว ยังต้องกำกับ วัน/เดือน/ปี เขียนลงบนสำเนาที่ใช้ด้วยนะครับ ซึ่งนั่นจะช่วยกำหนดอายุการใช้งานสำเนาของเราได้


3) ต้องเขียนข้อความทั้งหมดทับลงบนสำเนาส่วนที่เป็นบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน หรือสำเนาเอกสารอื่นๆ ที่สำคัญ


ทั้งสามข้อคือวิธีเซ็นที่ถูกต้องในการรับรองสำเนาอย่างรัดกุม ไม่เปิดช่องทาง ให้กับมิจฉาชีพ เอาไปสร้างหนี้ให้กับเรา ต่อไปนี้ต้องระวัง เพราะคุณอาจเป็นรายต่อไป ที่จู่ๆก็มี หนี้ตามมาเคาะประตูถึงบ้าน รู้อย่างนี้แล้วก็อย่าลืมทำตามล่ะ


4) ในกรณี ที่เซ็นเอกสาร ต้องใช้ปากกาหมึกสีดำเท่านั้น ถึงจะปลอดภัยที่สุด เพราะเครื่องถ่ายเอกสาร บางเครื่อง สามารถถ่ายเอกสารโดยดึงหมึกสีน้ำเงินออก เหลือใช้เฉพาะข้อความของบัตรประชาชน แล้วทำให้มิจฉาชีพ เซ็นเอกสารบัตรประชาชนนั้น แทนเราได้เลย **** เพราะฉะนั้นเราควรเซ็นด้วยปากกาสีดำเท่านั้น เพราะไม่สามารถดึงหมึกสีดำออกได้ หรือถ้าดึงสีดำออกได้ข้อความก็จะหายไปหมดเลยทั้งหน้าบัตรประชาชน


การรักษาอาการ ไมเกรน ด้วยอาหาร



ไมเกรนคืออะไรอาการปวดหัวแบบ ไมเกรน จะเป็นอาการปวดที่สร้างความรำคาญ ทรมานให้กับผู้ป่วย โดยจะมีตั้งแต่ระดับปานกลางไปจนถึงมากจนกระทบกับการดำรงชีวิตประจำวัน อาจจะมีอาการปวดตุ๊บๆ แถวขมับ หรืออาจจะจะปวดบริเวณเบ้าตาเหมือนหัวใจเต้นตุ๊บๆ ที่ปวดน้อยๆ มักจะไม่ใช่ ไมเกรน อาการปวด ไมเกรน อาจจะปวดได้นาน 2-3 วันหรืออาจจะปวด 2-4 ชั่วโมง และอาจจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน อาการปวด ไมเกรนเ วลาหายปวดจะหายสนิท อาการปวด ไมเกรน มักจะมีอาการนำมาก่อนที่จะเกิดอาการปวด เรียก Aura อาจจะเห็นแสงแวบ แสงจ้า ตาพร่ามัว ซึ่งเป็นช่วงสั้นๆ ก่อนจะมีอาการปวด ไม่แน่เสมอไปที่ว่าอาการปวดหัวข้างเดียวคืออาการปวด ไมเกรน อาจจะเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น คอตกหมอน เนื้องอก เป็นต้น

สารอาหารที่มีหลักฐานการวิจัยว่าช่วยรักษาอาการไมเกรน

สารอาหารที่พบว่ามีหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจน
► 5-HTP

► แคลซียม /แมกนีเซียม


► Feverfew

► Riboflavin (Vitamin B2)
สารอาหารที่พบว่าน่าจะมีผล

► St. John's wort 


นอกจากนี้แล้วอาหารพวก วิตามินบี ก็มีรายงานว่าสามารถช่วยในรายที่มีอาการ ไมเกรน บ่อยได้ อีกทั้งการรับประทานอาการพวกปลาซึ่งจะมีสารอาหาร Omega-3 ก็จะทำให้ลดการเกิดอาการ ไมเกรน ได้
วิธีรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
ทั้ง แคลซียม และ แมกนีเซียม สารอาหารที่ดีในการช่วยป้องกันอาการไมเกรน คือพวกมันจะไปบำรุงระบบหลอดเลือดและการทำงานของสารสื่อประสาท ยังมีรายงานด้วยว่าคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับไมเกรนมักจะมีอาการขาด แมกนีเซียม และทั้ง แคลซียม และ แมกนีเซียมเป็นสารอาหารที่สามารถรับประทานได้ต่อเนื่องได้โดยไม่มีปัญหา

นอกจากนี้ยังมีสารอาหารอีก 3 ชนิดที่ช่วยป้องกันและลดโอกาสเกิดอาการไมเกรน

ตัวหนึ่งนั้นคือ Feverfew มันจะไปยับยั้งการขยายตัวของหลอดเลือดเล็กๆ ในสมอง ตัวถัดมาคือ 5-HTP มันจะไปช่วยเพิ่มปริมาณ Serotonin ในสมอง ที่จะสามารถยับยั้งการเกิดไมเกรนได้ สุดท้ายก็วิตามินบี2 (Riboflavin) ซึ่งจะช่วยการสร้างเซลของหลอดเลือด ทั้ง 3 ตัวนี้สามารถใช้ร่วมกันหรือรับประทานตัวใดตัวหนึ่ง โดยควรจะรับประทานติดต่อกันอย่างน้อย 3 สัปดาห์

เรามักจะเห็นแพทย์อาจจ่ายยากลุ่ม รักษาอาการซึมเศร้า (Antidepressant) แก่ผู้ป่วย ไมเกรน จึงเชื่อว่า St. John's wort

ซึ่งยังไม่มีการทดสอบในกลุ่มผู้ป่วยไมเกรนและมันมีผลต่อการสร้าง Serotonin เช่นกันก็มีบางท่านเชื่อว่ามันน่าจะมีผลดีคล้ายกับการรับประทานยากลุ่มรักษาอาการซึมเศร้า (Antidepressant) ถ้าจะรับประทาน St. John's wort ต้องรับประทาน 900 มิลลิกรัมติดต่อกันอย่างน้อย 4-6 สัปดาห์จึงจะเห็นผล
วิธีการรับประทานอาหารสำหรับผู้ป่วยไมเกรน
อาหารบางชนิดที่เรารับประทานเข้าอาจจะมีสารบางอย่างที่ไปกระตุ้นให้เกิดอาการ ไมเกรน ได้ ดังนั้นผู้มีแนวโน้มว่าจะเป็นโรค ไมเกรน ควรที่จะหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้
1. หลีกเลี่ยงอาหารที่จะกระตุ้นอาการปวด ไมเกรน
► อาหารที่มีไทรามีน (Tyramine) ไทรามีนเป็นเอมีนชนิดหนึ่ง พบได้มากในอาหารพวก เนย ชีส ช็อคโกแลต กล้วยสุก ส้ม ไวน์แดง เป็นต้น อย่างไรก็ตามไม่ใช่คนที่เป็น ไมเกรน จะตอบสนองต่ออาหารที่มีไทรามีนทุกคน

► สารปรุงแต่งอาหาร สารที่แต่งอาหารบางชนิดก็มีผลเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการ ไม่เกรน ได้ เช่น

► สารไนไตรด ไนเตรด ซึ่งจะพบในอาหารพวก เบคอน ไส้กรอก ซาเซมิ แฮม

► สารแต่งรส เช่น ผงชูรส แอสปาแตม (Aspatame)

2. ลดการดื่มเหล้าหรือเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ และคาเฟอีน เนื่องจากสารเหล่านี้หากดื่มในปริมาณมากจะไปมีผลต่อการขยายตัวของหลอดเลือดหรือมีผลต่อสุขภาพการนอนหลับได้ ทำให้มีผลต่อการเกิด ไมเกรน ได้เช่นกัน