pic 1

Loremipsum dolor sit Etiam...

pic 1 pic 1

pic 2

Loremipsum dolor sit amet. Etiam...

pic 2 pic 2

pic 3

Loremipsum dolor sit amet. Etiam...

pic 3 pic 3

pic 4

Loremipsum dolor sit amet. Etiam...

pic 4 pic 4

pic 5

Loremipsum dolor sit amet. Etiam...

pic 5 pic 5

pic 6

Loremipsum dolor sit amet. Etiam...

pic 6 pic 6

pic 7

Loremipsum dolor sit amet. Etiam...

pic 7 pic 7

pic 8

Loremipsum dolor sit amet. Etiam...

pic 8 pic 8

วันศุกร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2553

10 สุดยอดโปรแกรมสร้างงานฟรีๆ ที่เครื่องคุณต้องมีให้ได้

วันนี้มาแนะนำ 10 โปรแกรมที่ควรมีติดเครื่องเพื่อเพิ่มผลผลิตในการทำงานให้มากยิ่งขึ้น หลายโปรแกรมอาจจะได้ยินชื่อเสียงกันมาบ้างแล้ว บางโปรแกรมก็พึ่งจะดัง ทุกโปรแกรมที่ว่ามาเป็นโปรแกรมแจกฟรี ไม่ต้องหายาแก้ไอให้เมื่อย หลายๆ โปรแกรมทำงานได้พอๆ กับโปรแกรมเสียตังค์ที่ร้านลงมาให้เลยครับ โดยเฉพาะเพื่อนๆ ที่เป็นมือใหม่พึ่งหัดจับคอม โปรแกรมพวกนี้อาจจะไม่ดังติดหู แต่โปรแกรมที่แจกฟรีตอนนี้ บ้านเราก็หันมาใช้กันหลายตัวแล้วนะครับ จะรอช้าอีกอยู่ใย ลองมาทำความรู้จักกับโปรแแกรมดีๆ พวกนี้ดีกว่า

01 AbiWord 2.8.6

1. AbiWord 2.8.6 http://www.abisource.com/

ใครที่อยากได้โปรแกรมพิมพ์เอกสาร ที่ไม่ใช่ WordPad หรือ NotePad แต่ไม่อยากได้โปรแกรมออฟฟิศยกชุด AbiWord เป็นคำตอบที่ดีเลยครับ การออกแบบหน้าตาทำมาเหมือนกับโปรแกรม Microsoft Office รุ่น 2003 แบบเดิม นอกจากนั้นตัวโปรแกรมก็ยังมีคำสั่งคล้ายๆ กับ Word อีกทั้งยังสามารถเชื่อมต่อกับ Network และทำงานกับเอกสารเดียวกันกับเพื่อนที่ทำงานอีกคนสดๆ ได้ด้วย แต่ว่าต้องระวังบางเรื่องสำหรับเอกสารที่มีความซับซ้อนมากๆ เพราะหน้าตาอาจจะเพี้ยนทางไฟล์นั้นทำมาจากโปรแกรมอื่นๆ อีกทั้งบางคำสั่งอาจจะไม่ทำงานใน AbiWord เวลาทำงานกับไฟล์สำคัญๆ อย่าลืมก็อบแยกออกมาก่อนนะครับ

02 Scribus 1.3.8

2. Scribus 1.3.8 http://www.scribus.net/

Scribus เป็นโปรแกรม DPT หรือ Desktop Publishing Program ที่บ้านเราเรียกโปรแกรมทำสิ่งพิมพ์นั้นแหละครับ เทียบได้กับโปรแกรม Adobe Pagemaker หรือ Adobe Indesign ถ้าใครอยากจะทำเอกสารพวกใบปลิวหรือสิ่งพิมพ์ที่ต้องการความคล่องตัวในการทำ งานมากกว่า Microsoft Word โปรแกรมนี้ก็สามารถทำงานออกมาเป็น CMYK PDF ได้ด้วย มีระบบ Preflight Check สำหรับการตรวจสอบปรู๊ฟงานพิมพ์เบื้องต้นด้วย

03 SeaMonkey 2.0.6

3. SeaMonkey 2.0.6 http://www.seamonkey-project.org/

รู้โปรแกรม Mozilla Firefox ใช่ไหมครับ เจ้าเดียวกัน โปรแกรม Mozilla SeaMonkey ก็เป็นชุดโปรแกรมสำหรับการท่องเว็บ, อีเมล์, IRC, แชท และ HTML Editor ในตัวเดียว แต่ชื่อเสียงไม่ดังเหมือน Firefox หรือ Thunderbird จุดหนึ่งเพราะว่ามันไม่ค่อยได้อัพเดตเหมือน Firefox แต่ตั้งแต่โปรแกรมได้รับการพัฒนาเป็นรุ่น 2.0 ขึ้นมา โปรแกรมก็มีตัว HTML Editor แต่ว่าสู้โปรแกรม Adobe Dreamweaver ไม่ได้หรอกครับ เอาไว้เวลาเช็คโค้ดให้เรียบร้อย ก็เป็นตัวช่วยเวลาทำงาน

04 GIMP 2.6

4. GIMP 2.6 http://www.gimp.org/

โปรแกรมกราฟิกยอดนิยมสำหรับคนรักของฟรี GIMP ตัวนี้เป็นอีกทางเลือกของโปรแกรมที่มาแทน Adobe Photoshop มีเครื่องมือหลายๆ ตัวที่คล้ายๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นการปรับตัวอักษร เลเยอร์ แม้แต่รองรับหัวแปรงของ Photoshop เอง แต่โปรแกรมนี้ก็มีข้อเสียเหมือนกันคือ หน้าตา ที่ดูโบราณกาลมากๆ

05 Paint.NET 3.5.5

5. Paint.NET 3.5.5 http://www.getpaint.net/

ถ้าใครคิดว่า GIMP ใช้ยากและอยากได้แค่โปรแกรมดูพื้นๆ สำหรับการตกแต่งรูป Paint.NET ก็เป็นตัวเลือกที่คนส่วนใหญ่ใช้กัน ตัวโปรแกรมมี Plug-in ให้เล่นไม่แพ้โปรแกรมอื่น แม้แต่ตัวที่ใช้ GPU Accelerate ก็มี แต่โปรแกรมยังมีปัญหาเรื่องการจัดการกับตัวอักษรอยู่บ้าง หรือระบบเลเยอร์ที่ซับซ้อบแบบ Photoshop แต่ทั้งสองเรื่องก็กำลังแก้ไขอยู่ครับ

06 Inkscape 0.48

6. Inkscape 0.48 http://inkscape.org/

ใครอยากได้โปรแกรมที่เอาไว้ทดแทน Adobe Illustrator ตอนนี้มีแล้วครับ Inkscape มีเครื่องมือให้ใช้งานเยอะแยะเลย และไม่ต้องเดามากด้วยว่ามันใช้ยังไง ไฟล์ที่ทำเสร็จแล้วสามารถส่งออกไปใช้กับโปรแกรมอื่นๆ ได้ตามใจชอบ หรือจะทำ PDF ออกมาเลยก็ได้ โปรแกรมรุ่นล่าสุดเพิ่มความสามารถในการจัดการกับเส้นหลายๆ เส้น การจัดการกับตัวอักษร มี “สเปรย” ด้วย รวมทั้งรองรับ ICC เพื่อการจัดการสีในตัวโปรแกรมเลย

07 Dia 0.97

7. Dia 0.97 http://dia-installer.de/

โปรแกรมพื้นๆ แต่ทำงานที่ยิ่งใหญ่ได้ Dia เป็นโปรแกรมทำ Flowchart และ Diagram แต่เวลาควมคุมอย่าพยายามทำอะไรประหลาดๆ เช่น เวลาวาดรูปก็ให้ลากจากซ้ายไปขวา ถ้าลากจากขวาไปซ้าย อาจจะได้ภาพอะไรแปลกๆ ออกมา ส่วนอื่นๆ ก็ไม่ต้องห่วงเพราะ Dia ค่อนข้างใช้งานง่าย ถ้าหากคุ้นเคยกับโปรแกรมแล้ว นอกจากนั้นยังเอาไว้วาดพวกระบบไฟฟ้า ระบบประปา หรือภาพแสดงการเขียนโปรแกรมก็ได้นะครับ ใครทำงานวิศวะน่าจะชอบ

08 FreeMind

8. FreeMind http://freemind.sourceforge.net/wiki/index.php/Main_Page

ถ้าดูผ่านๆ FreeMind ก็จะเหมือนกับ Dia แต่ว่าโปรแกรมถูกออกแบบให้เป็น Mind Map หรือว่าภาพที่เราเห็นเวลาใช้อธิบายอะไรสักอย่างที่เชื่อมโยงกันเยอะๆ การใช้งานไม่ได้ยากเย็นอะไรมากมาย ไม่หนาทุกคนก็พร้อมจะมานั่งประชุมกันและเขียนกราฟออกมาได้ชัดเจนแล้ว หลังจากที่ได้ภาพออกมาเราสามารถส่งออกเป็นภาพหรือว่า Data Tree หรือแม้แต่เว็บเพจเลยก็ได้

09 GTD-Free

9. GTD-Free http://gtd-free.sourceforge.net/

GTD มาจากคำว่า Getting Things Done หรือ ทำมันให้เสร็จ เป็นโปรแกรมที่ทำออกมาเพื่อจัดการกับชีวิตของเราเอง เหอะๆ ประมาณว่าเราไม่ต้องจดอะไรมากมายในกระดาษ โปรแกรมนี้จะทำหน้าที่เก็บข้อมูลต่างๆ ว่าเราอยากทำอะไร อยากได้อะไร มีข้อมูลอะไร แบ่งการจัดการพวกนี้ออกมาให้เป็นระบบ อะไรทำแล้ว อะไรยังไม่ทำ โปรแกรมนี้ต้องลองเอาไปใช้กันดูเองนะครับ สนุกๆ

10 Task Coach 1.1.3

10. Task Coach 1.1.3 http://www.taskcoach.org/

ถ้าโปรแกรม GTD ออกจะดูงงๆ เพราะคนเขียนก็งงๆ งั้นลองมาดูโปรแกรม Task Coach ที่จะเป็นโค้ชให้กับชีวิตของคุณกัน พูดง่ายๆ มันคือ ออร์แกนไนเซอร์ดีๆ นั้นแหละครับ โปรแกรมมีตัวเช็คงานว่าวันนี้คุณต้องทำอะไรบ้าง แอบค้างงานอะไรหรือเปล่า มีตัวจับเวลาด้วยว่าคุณใช้เวลาในการทำโครงการต่างๆ นานเท่าไร ความสามารถพิเศษอื่นๆ อย่าง การเพิ่มงานย่อยๆ ก็มีครับ นอกจากนั้นยังสามารถปรับมุมมองให้เป็นแบบปฏิทินหรือแบบอื่นๆ ได้ด้วย แผนงานทั้งหมดสามารถเซฟเป็น ICS เพื่อไปใช้กับโปรแกรมอื่นๆ หรือ Google Carlendar ได้ด้วย

ทั้งสิบโปรแกรมก็เป็นโปรแกรมที่สามารถเพิ่มผลผลิตในการทำงานของเราได้ โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อนะครับ จริงอยู่ที่โปรแกรมพวกนี้อาจจะไม่เด่นในบ้านเรา เพราะว่าเราหาโปรแกรมแพงๆ ได้ฟรีอยู่แล้ว แต่โปรแกรมพวกนี้ก็เป็นทางเลือกที่ดีได้เช่นกัน หากเราลองปรับใช้ให้เข้ากับงานครับ


วันพุธที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2553

สวัสดีปีใหม่ 2554 นะค่ะ

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

จากใจของพวกเรา KM-ITSDU52

เที่ยวตลาดน้ำบ้านใหม่ที่ฉะเชิงเทรา



ตลาดบ้านใหม่ สถานที่ถ่ายภาพยนตร์และละครยอดนิยม แหล่งอาหารอร่อยแห่งเมืองแปดริ้ว ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ตลาดบ้านใหม่ เป็นตลาดเก่าอายุกว่า 100 ปี เป็นชุมชนชาวไทยเชื้อ สายจีน เมื่ออดีตสถานที่แห่งนี้มีความคับคั่งด้วยผู้คนที่มาประกอบอาชีพค้าขาย รวมทั้งเป็นจุดแลกเปลี่ยนสินค้า สำคัญของจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งจะดูได้จากอาคารบ้านเรือนที่ปลูกสร้างติด ๆ กัน และอยู่ชิดริมน้ำ วันเวลาผ่านพ้น ไป นานแต่ความ ่สำคัญของตลาดริมน้ำแห่งนี้ก็ยังคงดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน ด้วยความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นั้นคือ อายุสถานที่ที่ยาวนานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และยังคงสถาพเหมือนครั้ง รุ่นคุณปู่คุณย่าอาศัยพำนักอยู่ ซึ่งคนสมัย ณ ปัจจุบันจะได้ทราบเรื่องราวต่าง ๆ และชมภาพได้จากภาพยนตร์และละครย้อนยุค ของชุมชนชาวไทยจีนที่เข้า มาถ่ายทำที่ตลาดบ้านใหม่แห่งนี้ เช่น ละครเรื่องอยู่กับก๋ง, เจ้าสัวสยาม ภาพยนตร์เรื่องนางนาค ฯลฯ นอกจาก ตลาดบ้านใหม เป็นสถานที่สำหรับถ่ายทำภาพยนตร์และละครยอดนิยมแล้วยังเป็นแหล่ง อาหารอร่อยขนมและ ของขบเคี้ยวนานาชนิดเป็นที่รวบรวมอาหารรสเด็ดของแปดริ้ว ทั้งอาหารจีน อาหารไทย ที่มีรสชาติตามมาตรฐาน อาหารของแต่ละชาติ มีร้านกาแฟโบราณรสชาติเข้มข้นหอมหวาน เป็นที่รวบรวมของฝากที่ต้อง แวะซื้อเป็นของ ฝากก่อนกลับบ้านทุกครั้ง










สิ่งที่น่าสนใจในตลาดบ้านใหม่

1. บรรยากาศความคลาสิคและบ้านแบบโบราณ
สามารถสัมผัสบรรยกาศได้ตลอดสองข้างทางที่เดินเยี่ยมชมตลาดบ้านไม้
2. แวะชิมอาหารและขนมอร่อยๆ
มีให้ชิมกันตลอดทาง เช่น ข้าวห่อใบบัวร้านครูลี ไฮศครีมโบราณ กุ้งเผา หอยเผา ปลาเผา กุยช่าย ขนมตาล ถุงทอง กะล่อจี้ ห่อหมกย่าง
3.ร้านป้าหนู ร้านอาหารชื่อดังแห่งตลาดบ้านใหม่
4. ร้านตาลมะพร้าว
ร้านที่ขายผลิตภัณฑ์จากกะลามะพร้าว ผลิตภัณฑ์งานฝีมือคุณภาพที่ออกแบบและประดิษฐ์ได้อย่างสร้างสรรค์ มีให้ เลือกหลายรูปแบบ ทั้งกะลามะพร้าวรูปสัตว์ โคมไฟ และยังมีของที่ระลึกให้เลือกซื้อเลือกหากลับไปฝาก คนสนิทอีกด้วยนอกจาก นี้หากได้มาร้านตาลมะพร้าวสิ่งที่ไม่ควรพลาดอีกอย่างคือ แวะชิมผัดไทโบราณรสเด็ด พร้อมน้ำผลไม้ปั่นต่างๆโดยเฉพาะน้ำมะนาวที่คอนเฟริมว่าอร่อยเด็ดต้องสั่ง เพิ่มอีก 1 แก้ว ร้านนี้จะตั้งอยู่ท้ายๆ ของตลาดบ้านใหม่
5. ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือชามต่อชาม
ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของตลาดบ้านใหม่ จุดเด่นของร้านนอกจากรสชาติความอร่อยของก๋วยเตี๋ยวเรือแล้ว การตกแต่ง ร้าน ที่คลาสสิคไม่เหมือนใคร เช่น การนำหม้อ โบราณสีฟ้ามาใส่กระดาษทิชชู หรือ การตกแต่งหน้า ร้านด้วยการนำเครื่องเทศต่างๆ มาใส่ขวดโหลแล้ววางโชว์ไว้ หากใครได้มาเที่ยวตลาดบ้านใหม่คงไม่พลาดที่จะ แวะมาชิมก๋วยเตี๋ยวเรือรสชาติอร่อย พร้อมนั่งกินบรรยากาศแบบโบราณแต่แฝงไปด้วยไอเดียที่เห็นแล้วจะ อดยิ้ม ไม่ได้
6. ร้านตำเคียงน้ำ
อีก 1 ร้านน่านั่งเห็นตลาดบ้านใหม่ ชื่อของร้านก็บ่งบอกอยู่แล้ว ว่าเมนูเ๋ด็ดของร้านนี้คงหนีไม่พ้นอาหารประเภท ตำรวม ทั้งยำ ที่ผู้ชื่นชอบอาหารรสจัดๆ ไม่ควรพลาดที่จะมาชิม แถมร้านก็นั่งสบายอยู่ติดริมแม่น้ำกินยำ และตำไป ก็กิน บรรยากาศริมน้ำคุ่กันไปด้วย ร้านตำเคียงน้ำจะตั้งอยู่เกือบท้ายตลาด ก่อนถึงสะพานปูน
7.ร้านกาแฟแป๊ะเอ๋ย
8. ร้านกาแฟเฮียคุณ

การเดินทางไปตลาดบ้านใหม่
1. โดยรถยนต์ส่วนตัว
จากกรุงเทพ ฯ สามารถใช้เส้นทางได้หลายเส้นทาง
- ใช้ถนนหมายเลข 304 มีนบุรี ฉะเชิงเทรา,
- ใช้ถนนหมายเลข 34 บางนา ตราด เลี้ยวเข้าถนน หมายเลข 314 บางปะกง ฉะเชิงเทรา,
- ใช้ถนนหมายเลข 3 สมุทรปราการ บางปะกง แล้วต่อด้วยถนนหมายเลข 314 บางปะกง ฉะเชิงเทรา,
- ใช้ถนนมอเตอร์เวย์ กรุงเทพ ฯ พัทยา เลี้ยวซ้ายเข้าถนน หมายเลข 314 บางปะกง ฉะเชิงเทรา มุ่งหน้าเข้าตัว เมืองฉะเชิงเทรา
2. โดยรถสาธารณะ
จากกรุงเทพ ฯ มีรถประจำทางออกจากสถานีขนส่งสายเหนือ (ถนนกำแพงเพชร 2) และสถานีขนส่งสายตะวันออก
(เอกมัย)หลังจากนั้นต่อรถสองแถวตรงสถานีสายตลาดบ้านใหม่ ไปลงลงหน้าตลาด
3. รถไฟ (หัวลำโพง)
มีขบวนรถไฟมาฉะเชิงเทราทุกวัน นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาโดยรถสาธารณะ มีรถโดยสารเล็กจากสถานีสายรอบ เมืองวิ่งผ่านวัดโสธร หรือตลาด สามารถเลือกและเดินทางได้สะดวกสบาย



วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553

10 กระแสใหม่ของเฟซบุ๊กในปี 2010

สิ้นปีแบบนี้มีข่าวสุดยอดของปี 2010 มาอัพเดทกันเรื่อย ๆ ในชั่วโมงนี้ถ้าจะไม่กล่าวถึง กระแสความแรงของ Facebook ก็คงต้องตกเทรนแน่นอน!!


อันดับที่ 10 สัปดาห์คู่เหมือนคนดังในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
เฟซบุ๊ก ได้ชวนผู้ใช้โพสต์รูปตัวเองที่คิดว่าหน้าเหมือนคนดังลงในเฟซบุ๊ค โดยตัดรูปตัวเองคู่กับรูปดาราคนดังของโลกแบ่งปันให้เพื่อน ๆ ได้ชม ในสัปดาห์คู่เหมือนคนดัง สร้างสีสันให้กับเฟซบุ๊กได้มากมายเลยทีเดียว

อันดับที่ 9 บริการ Facebook Messages
ที่ ว่ากันว่าจะทำให้การส่งอีเมล์ค่อย ๆ หายไปในเร็ว ๆ นี้ เพราะบริการนี้มีความสะดวกและรวดเร็วทันใจกว่าอีเมล์ชนิดเทียบกันไม่ติดเลย ล่ะ

อันดับที่ 8 ความเป็นส่วนตัวที่มีมากขึ้น
เมื่อ กลางปีที่ผ่านมา เฟซบุ๊กได้เสริมฟีเจอร์ความเป็นส่วนตัวให้ผู้ใช้กำหนดได้ว่าจะอนุญาตให้ใคร เข้าถึงข้อมูลในแอคเคาท์ได้บ้าง ทั้งข้อมูลในส่วนโปรไฟล์ รายชื่อเพื่อน และหน้าที่ชอบ ก็สามารถกำหนดได้ด้วยว่าจะให้ใครสามารถมองเห็นข้อมูลเหล่านี้ได้ ซึ่งก็ทำให้ผู้ใช้พอใจเป็นอย่างมากและทำให้เฟซบุ๊กน่าใช้มากขึ้นเลยทีเดียว

อันดับที่ 7 บริการ Instant Messages
หรือ การส่งข้อความทันทีระหว่างคนสองคน หรือในกลุ่ม ซึ่งทำให้ผู้ใช้สามารถส่งข้อความด่วนให้กับเพื่อน ๆ ที่คิดว่าจะโต้ตอบกับผู้ใช้ในเรื่องนั้น ๆ ได้ หรืออาจเป็นผู้ที่สนใจในเรื่องเดียวกันได้

อันดับที่ 6 ราชินีอลิซาเบธแห่งอังกฤษเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเฟซบุ๊ก
โดย พระองค์ได้สมัครใช้บริการเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เพื่อเปิดเผยเรื่องราวส่วนพระองค์และความเคลื่อนไหวในพระราชวัง ซึ่งการสมัครใช้เฟซบุ๊กของพระองค์ในครั้งนี้ได้สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก แต่อย่างไรก็ดี เฟซบุ๊กของพระองค์นั้นเป็นเฟซบุ๊กพิเศษ คือ คุณไม่สามารถแอดพระองค์เป็นเพื่อนได้ ไม่สามารถโพสต์อะไรลงในเฟซบุ๊กของพระองค์ได้ ทำได้เพียงแค่กดถูกใจ (like) เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวในพระราชวังเท่านั้น

อันดับที่ 5 โครงการรณรงค์เกี่ยวกับมะเร็งเต้านมในผู้หญิง
ใน ปีนี้ผู้หญิงทั่วโลก โดยเฉพาะในแถบยุโรป ได้เข้าร่วมโครงการรณรงค์เรื่องมะเร็งเต้านม โดยการโพสต์ข้อความ I like red/ I like blue/ I like white เป็นสถานะของผู้ใช้ (status) เพื่อแสดงตนเองว่าได้เข้าร่วมการรณรงค์นี้ด้วยคน งานนี้แม้จะทำให้ผู้ชายทั่วโลกงงไปตาม ๆ กัน แต่ในหมู่ผู้หญิงนั้น โครงการดังกล่าวได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีเลยทีเดียว

อันดับที่ 4 การบริจาคเงินก้อนใหญ่ของซัคเกอร์เบิร์ก
เมื่อ กลางปีที่ผ่านมา ซัคเกอร์เบิร์กทำเอาคนทั่วโลกฮือฮาอีกครั้ง เมื่อเขาบริจาคเงินจำนวน 3,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโรงเรียนและการศึกษาให้เด็ก ๆ ได้มีความรู้ที่ดี และได้รับการศึกษาอย่างเต็มที่ ด้วยความคิดของซัคเกอร์เบิร์กที่ว่าการศึกษาที่ดีจะทำให้สังคมก้าวหน้าขึ้น

อันดับที่ 3 บริการ Facebook Places
เป็น อีกเทรนด์สุดฮอตของเฟซบุ๊กในปีนี้ เมื่อเฟซบุ๊กเปิดตัว Facebook Places บริการที่ทำให้ผู้ใช้ Facebook ด้วยมือถือสามารถเช็กอินเพื่อระบุตำแหน่งที่ตัวเองอยู่ได้ อีกทั้งยัง tag เพื่อนเพื่อบอกว่าผู้ใช้กำลังอยู่ที่ไหน กับใครได้อีกด้วย ซึ่งบริการนี้ได้รับความนิยมอย่างมากเลยทีเดียว

อันดับที่ 2 ยอดผู้ใช้บริการ 500 ล้านคน
เมื่อ กลางปีที่ผ่านมา เฟซบุ๊กได้เปิดเผยตัวเลขผู้ใช้บริการว่า มีจำนวนผู้ใช้บริการไปแล้วกว่า 500 ล้านคนทั่วโลก ขณะที่เปิดให้บริการได้เพียง 6 ปี ซึ่งเป็นสถิติที่รวดเร็วมาก นอกจากนี้ เฟซบุ๊กยังเป็นเว็บไซต์ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในโลกอีกด้วย

อันดับที่ 1 The Social Network
ภาพยนตร์ บอกเล่าเรื่อง ราวของ มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก ที่เหมือนเป็นการแนะนำ มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ให้ทั่วโลกได้รู้จักเขากันมากขึ้น ยิ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ทำออกมาได้ดีจนได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลก ทองคำแล้ว ก็ยิ่งทำให้ซัคเกอร์เบิร์ก โด่งดังชนิดฉุดไม่อยู่แล้วในขณะนี้

*หมาย เหตุ ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง Toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ Toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชนทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก Toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.Toptenthailand.com จะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

ขอบคุณที่มาและภาพประกอบจาก : www.toptenthailand.com

Google Wave ของเล่นใหม่จากูเกิ้ล

เชื่อว่า คุณผู้อ่านอาจจะเคยได้ยินเรื่องราวของ Google wave มาบ้าง แต่ก็ยังไม่เคยได้เห็นหน้าตาของมันสักที ยังความสงสัยให้เหลือกำลังว่า เจ้า Google Wave ที่ว่านี้มันทำอะไรกันแน่ ล่าสุดทางกูเกิ้ลได้จัดทำคลิปวิดีโอแนะนำเบื้องต้นสำหรับการทำงานของเครื่องมือออนไลน์ตัวใหม่นี้แล้ว

กูเกิ้ล เวฟ (Google Wave) เป็นเครื่องมือออนไลน์สำหรับการสื่อสารแบบเรียลไทม์ (communication) และการทำงานร่วมกัน (collaboration) ของกูเกิ้ล โดยการทำงานพื้นฐานของเครื่องมือดังกล่าว มันจะทำหน้าทีเป็นไคลเอ็นต์สำหรับการใช้บริการข้อความ (messaging) ที่ผู้ใช้สามารถใส่สื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร, วิดีโอ และรูปภาพเข้าไปได้โดยตรงระหว่างที่ทำการสนทนากับสมาชิกในกลุ่มได้ (ดูเหมือนมันจะเป็น IM ที่เก่งมาก โดยสามารถสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแชร์สื่อบอกเล่าเก้าสิบกับกลุ่มผู้ใช้ในเครือข่ายได้อย่างง่ายดายด้วยรูปแบบเรียลไทม์)





 Google Wave ของเล่นใหม่จากูเกิ้ล

นอกจากแชร์สื่อข้างต้นแล้ว Google API ของบริการยังเปิดโอกาสให้สามารถแชร์ Social Gadget อย่างเลือกกลุ่มเพื่อน เพื่อชวนมาเล่นแก็ดเจ็ตที่เป็นเกมส์ด้วยกันได้แบบเรียลไทม์อีกด้วย...เล่าให้ฟังอาจจะไม่เห็นภาพเท่ากับดูคลิปพรีวิวที่นำมาฝากกันนะครับ รับรองว่า คุณต้องชอบเหมือนผมอย่างแน่นอน



การประดิษฐบาร์โค้ด

บาร์โค้ด (Bar Code) เริ่มคิดค้นขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1932 โดย Wallace Flint จาก Harvard University Graduate School of Business Administration ซึ่งเขาได้เสนอการเลือกสินค้าที่ต้องการจากรายการ โดยใช้บัตรเจาะรู เพื่อแบ่งหมวดหมู่เดียวกัน

ประมาณปี ค.ศ. 1970 McKinsey & Co จึงได้ทำการกำหนดแบบตัวเลขสำหรับผลิตภัณฑ์ขึ้นมา



บาร์โค้ด (barcode) เป็นหนึ่งในหลายวิธีที่ได้ผลดี ในการตรวจสอบสินค้าขณะขาย, การตรวจสอบยอดการขาย และสินค้าคงคลัง เราสามารถที่จะอ่านรหัสบาร์โค้ดได้ โดยใช้สแกนเนอร์หรือเครื่องอ่านบาร์โค้ด ซึ่งวิธีนี้จะรวดเร็วกว่าการป้อนข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์หรือการอ่านด้วยสายตา บางครั้งเราจะเห็นเครื่องเหล่านี้ในสถานที่ต่างๆ ซึ่งบางที่เราก็อาจจะคาดไม่ถึง ว่าจะนำไปใช้ได้

แต่เดิมมีการใช้บาร์โค้ดในร้านขายของชำและตามปกหนังสือ ต่อมาพบในร้านอุปกรณ์ประกอบรถยนต์และร้านอุปโภคบริโภคทั่วไป ในแถบยุโรป รถบรรทุกทุกคัน ที่จะต้องวิ่งระหว่างประเทศฝรั่งเศสและประเทศเยอรมนี จะต้องใช้แถบรหัสบาร์โค้ดที่หน้าต่างทุกคัน เพื่อใช้ในการแสดงใบขับขี่ ใบอนุญาต และน้ำหนักรถบรรทุก แก่เจ้าหน้าที่ศุลกากรสามารถตรวจได้ง่ายและรวดเร็ว ในขณะที่รถลดความเร็ว เครื่องตรวจจะอ่านข้อมูลจากบาร์โค้ด และแสดงข้อมูลบนเครื่องคอมพิวเตอร์ทันที

ว่าด้วยการพัฒนา บาร์โค้ด

ปัจจุบันได้มีการนำบาร์โค้ด 2 มิติมาใช้งาน สำหรับข้อมูลที่มีจำนวนมาก รวมถึงการนำเทคโนโลยีRFID ซึ่งเป็นการตรวจสอบข้อมูลผ่านทางคลื่นวิทยุ แทนที่เลเซอร์เหมือนบาร์โค้ดในปัจจุบัน

ว่าด้วยระบบของ บาร์โค้ด

การติดบาร์โค้ดของสินค้านั้น ๆ โดยเฉพาะ นอกจากจะคำนึงถึงความสะดวกรวดเร็วในการทำงานแล้วยัง จะต้องคำนึงถึงการใช้มาตรฐานการกำหนดเลขหมายที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกอีกด้วยส่วนระบบบาร์โค้ด ที่นำมาใช้ในประเทศไทยนั้น เป็นระบบบาร์โค้ด EAN ซึ่งเป็นระบบที่นยมใช้กันมากที่สุด EAN มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยี่ยม สำหรับบาร์โค้ดในประเทศไทยเริ่มนำมาใช้อย่างจริงจัง โดยมีสถาบันสัญลักษณ์รหัสแท่งไทย (Thai Article Numbering Council) หรือ "TANC" เป็นองค์กรตัวแทนของ EAN ภายใต้การดูแลของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
...
ประเทศไทยเลือกใช้ระบบ EAN-13 ซึ่งมีลักษณะเฉพาะของเลขชุด 13 หลัก มีความหมายดังนี้
...
885 : 3 หลักแรก คือรหัสของประเทศไทย
...
1234 : 4 ตัวถัดมา เป็นรหัสโรงงานที่ผลิต
...
56789 : 5 ตัวถัดมา เป็นรหัสสินค้า
...
8 : ตัวเลขหลักสุดท้ายเป็นตัวเลขตรวจสอบ เลข 12 ข้างหน้าว่ากำหนดถูกต้องหรือไม่ ถ้าตัวสุดท้ายผิด บาร์โค้ดตัวนั้นจะอ่านไม่ออก สื่อความหมายไม่

ขอบคุณที่มา : http://www.zone-it.com/115380
แหล่งอ้างอิงเรียบเรียงข้อมูล : http://www.hitkrub.com
แหล่งอ้างอิงเรียบเรียงข้อมูล : http://th.wikipedia.org/wiki/บาร์โค้ด
แหล่งอ้างอิงเรียบเรียงข้อมูล : http://th.wikipedia.org/wiki/บาร์โค้ด
แหล่งอ้างอิงเรียบเรียงข้อมูล : http://www.sncoding.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&Category=sncodingcom&thispage=1&No=351713



Windows 7 เร็วกว่า Vista แม้ตอนบู๊ต

รายงานข่าวที่ทำให้หลายคนประหลาดใจเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั่นก็คือ การที่ Iolo Technologies บริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ทูลส์ปรับแต่งการทำงานของพีซีออกมาเปิดเผยว่า Windows 7 ใช้เวลาในการบู๊ตเครื่องนานกว่า Windows Vista โดยใช้หลักเกณฑ์ในการวัดว่า สิ้นสุดการบู๊ตเมื่อซีพียูเข้าสู่ Idle state หรือสภาวะ"ว่าง"จากการทำงาน (ไม่มีการเรียกให้ประมวลผลใดๆ อีก)




ขอบคุณที่มาของภาพประกอบ : icafezone.net

ผู้ใช้วินโดวส์ทีมีประสบการณ์ส่วนใหญ่จะทราบดีว่า การสิ้นสุดการบู๊ตของระบบปฏิบัติการไมได้จบที่ "Idle state" เพราะมันไม่ใช่ DOS (Disk Operating System) ระบบปฏิบัติการที่ทำทีละงาน (single task) ซึ่ง Iolo ใช้วิธีจับเวลาเมื่อซีพียูพร้อมทำงานเต็มที่ หรือ"ว่าง"โดยสมบูรณ์ ซึ่งการวัดด้วยวิธีนี้สำหรับระบบปฏิบัติการที่ทำหลายงานพรอ้มกัน (multi-tasking) มันดูจะเป็นวิธีที่คลุมเครือ

ประเด็นของการบู๊ต เร็วมี่ความหมายต่อผู้ใช้พีซีตรงที่มันสร้างความรู้สึกให้กับผู้ใช้ว่า พีซีของพวกเขาเร็วขึ้น (แค่ตอนบู๊ต?) และนั่นน่าจะหมายถึง มันดีขึ้นด้วย จนผู้ใช้หลายคนลืมเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่า นั่นก็คือ "ความปลอดภัย" ของระบบ ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ มีการเปิดเผยข้อมูลออกมาตลอดเวลาว่า ผลการทดสอบ Windows Vista มีความปลอดภัยมากกว่า Windows XP แต่ผู้ใช้ส่วนใหญ่กลับรู้สึกว่า มันไม่ปลอดภัย แถมยังช้า และเสถียรน้อยกว่า Windows XP อีกด้วย...ว่าเข้าไปนั่น :p

หลังจากที่ มีข่าวดังกล่าวออกมา เว็บไซต์อย่าง Betanews ได้ทำการทดลองวัดความเร็วเฉลี่ยที่ได้จากการบู๊ตคนละ 5 ครั้งบนพีซีที่รัน Windows 7 และ Vista โดยสเป็กเครื่องที่ใช้เป็น Intel Core 2 Quad Q6600 เมนบอร์ด Gigabyte GA-965P-DS3 การ์ดกราฟิก Nvidia 8600 GTS หน่วยความจำ DDR2 3GB ฮาร์ดดิสก์ Seagate Barracuda 7200.11 ความจุ 650GB การวัดเริ่มต้นที่การกดปุ่ม Enter เลือกระบบปฏิบัติการที่ต้องการจะบู๊ตตรงหน้าจอ multi-boot จนถึงหน้าจอ Login จะปรากฎ ผลลัพธ์ที่ได้คือ เวลาเฉลี่ยของการบู๊ต Windows 7 อยู่ที่ 24.214 วินาที ส่วน Vista อยู่ที่ 36.262 วินาที ซึ่งกลายเป็นว่า Vista บู๊ตช้ากว่าอย่างเห็นได้ชัด ประเด็นการวัดที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะเรื่องของ Idle State ของซีพียู มันยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้การบู๊ตเร็ว หรือช้าด้วย อย่างเช่น ไดรเว่อร์ที่ใช้ ตลอดจนแอพพลิเคชันที่ต้องถูกเรียกทำงานตอนเริ่มต้น

นอกจากผลการทดสอบ ข้างต้นแล้ว เว็บไซต์อย่าง ChannelWeb ก็ได้ลองพิสูจน์บางอย่าง นั่นก็คือ ติดตั้งซอฟต์แวร์ System Mechanic (ของ Iolo Technologies) บน Windows 7 แล้วลองบู๊ตเครื่องให้ทำงาน ปรากฎว่า มันช้ากว่าเครื่่องที่ไม่ได้ติดตั้งอย่างชัดเจน ผลลัพธ์ที่ได้นี้ มันจึงดูเหมือนว่า Iolo มีใจเอนเอียงไปทาง Vista มากกว่า หรือเปล่า? การวัดจึงต้องใช้วิธีดังกล่าว เพื่อให้ได้ผลตามที่ต้องการ ซึ่งก็เป็นประเด็นที่หลายฝ่ายสงสัยอยู่เหมือนกัน แล้วคุณผู้อ่านล่ะครับ คิดอย่างไรกับเรื่องนี้?

วันศุกร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2553

30 ทิปเล็กน้อย ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม



1.   ในขณะที่คุณกำลังจะ Restart เครื่องใหม่ ก่อนที่จะกดปุ่ม OK ให้คุณกด Shift ค้างไว้ จะทำให้คุณ Restart ได้เร็วขึ้น
2.   ในบาง Web Site หากคุณกด Ctrl ค้างไว้ และเลื่อน Scroll ที่ Mouse จะทำให้ตัวอักษรของ Web Site นั้นใหญ่ขึ้น
3.   หากกดปุ่ม Refresh หรือ F5 แล้วยังเป็นข้อมูลเดิม ลองกด Ctrl + F5 รับรองจะได้ข้อมูลที่ใหม่ล่าสุดแน่ๆ
4.   คุณสามารถเปิดไฟล์ Tips.txt ขึ้นมาเพื่ออ่านเทคนิคต่างๆ ได้ ซึ่งไฟล์นี้จะอยู่ใน c:\\windows ของคุณ
5.   ในระหว่างที่คุณกำหลังใช้ งาน IE อยู่นั้น สามารถกดปุ่ม F4 เพื่อเป็นการเปิดดู URL List ในช่อง Address ได้เลย
6.   การกดปุ่ม Esc ระหว่างการใช้ IE จะทำให้ IE ของคุณนั้นหยุดโหลดได้ โดยที่ไม่ต้องกดปุ่ม Stop
7.   ระหว่างการใช้ IE สามารถกดปุ่ม Alt + D หรือ Ctrl + Tab เพื่อเข้า Address bar อย่างเร็วได้
8.   คุณสามารถเพิ่มความเร็วให้กับ Internet ได้โดยทำการถอดสายเครื่องโทรศัพท์ ที่มีการต่อพ่วงอยู่กับสายที่ใช้ต่อ Internet ออก
9.   คุณสามารถ ไปที่ Start -> Run และพิมพ์ว่า welcome กด Enter เพื่อเปิดหน้าต่างต้อนรับของ Windows ได้
10.   ที่ Notepad หรือ ICQ หากคุณลืมเปลี่ยน Mode ภาษา ให้กดปุ่ม Ctrl + Back Space เพื่อแก้คำที่พิมพ์ผิดไปแล้ว
11.   คุณสามารถ เปิด Folder Desktop อย่างรวดเร็ว โดย Start -> Run พิมพ์จุด (.) ลงไปแล้วกด Enter
12.   ใน IE สามารถกด Space Bar เพื่อนเลื่อนหน้า Page ลงได้ ส่วนเลื่อนขึ้นคือ Shift + Space Bar
13.   ใน Windows คุณไม่สามารถ สร้าง Folder ที่ชื่อ \"con\" ได้
14.   ใน IE ที่ช่อง Address ปุ่ม Ctrl+Enter สามารถช่วยคุณ
ในการพิมพ์ URL ได้เร็วยิ่งขึ้น
15.   การกด Ctrl ค้างเอาไว้ ตอนเวลา BOOT เครื่อง จะทำให้คุณไม่พลาด Startup Menu
16.   คุณสามารถปิดนาฬิกาที่ Taskbar ได้ โดยคลิกขวาที่ Task bar > Properties > เอาเครื่องหมาย Show Click ออก
17.   หากคุณกด F11 ใน Windows Explorer จะช่วยให้มีการทำงานที่สะดวกขึ้น
18.   ใน ICQ การส่ง Message หากคุณกด Ctrl+Enter จะสะดวก กว่าการ Click Mouse ที่ปุ่ม send
19.   คุณสามารถกด F2 เพื่อ ใช้ในการเปลี่ยนชื่อ Icon ต่างๆ ได้
20.   การกด F5 ใน NotePad จะเป็นการแทรก เวลา และวันที่ ปัจจุบัน
21.   การกด Windows + E จะเป็นเปิด Windows Explorer ขึ้นมา
22.   เปิด System Properties อย่างรวดเร็วคือการกด Window + Pause Break
23.   การย่อยทุกๆ หน้าต่างที่เปิดใช้งาน ให้ยุบไปให้หมด คือการกด Window + D ถ้าจะขยายคืนมาอีก ให้กดซ้ำ
24.   การเคาะวรรคในโปรแกรม Dreamweaver คือ Shift + Ctrl + Space Bar ส่วนการเว้นบรรทัดคือ Shift + Enter
25.   การ ลบไฟล์แบบ ไม่เก็บไว้ใน Recycle Bin คือการกด Shift + Delete
26.   การก ด Shift ค้างไว้ เวลาใส่แผ่น CD-Rom จะเป็นการไม่ให้มันเปิด Autorun ของแผ่น CD-Rom นั้นขึ้นมา
27.   การ Restart เครื่องอย่างเร็ว คือไปที่ Start -> Shut Down... -> Restart จากนั้น ก่อนที่จะ OK ให้กด Shift ค้างเอาไว้
28.   ในระหว่างใช้ Browser คุณสามารถกดปุ่ม Space Bar เพื่อเลื่อนหน้าลง และ Shift + Space Bar เพื่อนเลื่อนหน้าขึ้นได้
29.   กด Shift + คลิก จะเป็นการเปิดหน้าต่างขึ้นมาใหม่ โดยไม่ต้อง back กลับ
30.   คุณสามารถ ไปที่ Start -> Run และพิมพ์ว่า hwinfo /ui กด Enter เพื่อดูรายงานต่างๆ ของ HardWare 



ขอบคุณที่มาจาก http://www.zone-it.com/175016

10 สุดยอดที่เที่ยวชั้นนำ

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมหลักอุตสาหกรรมหนึ่งที่นำเงินตราเข้าประเทศมากมายมหาศาล แต่ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ กลับเผชิญปัญหานานับประการ นับตั้งแต่ประเด็นการเมือง การระบาดของไข้หวัด และสารพัดปัญหา จนภาคการท่องเที่ยวหดตัวลงอย่างน่าใจหาย...ทว่านับตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2552 ปัญหาต่างๆดูเหมือนจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการคาดหวังถึงผลที่อาจจะกลับมาในไฮซีซันนี้ Business+ ฉบับเปิดปี 2553 ได้ทำการสำรวจกระแสความนิยมการท่องเที่ยวปีนี้ของคนไทยว่า ไฮซีซันนี้ คนไทยมีความคิดเห็น และพร้อมจะจ่ายเงินเพื่อการท่องเที่ยวเท่าไร..


ปาย ที่เที่ยวอันดับหนึ่งของเมืองไทย
คำถามแรกสุดสำหรับสุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองไทยที่คนไทยอยากไปมากที่สุดนั้น ผลสำรวจปรากฏว่า ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ยังคงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับหนึ่งที่คนอยากไปมากที่สุด แซงหน้าสุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเกาะพีพี ภูเก็ต ภูกระดึง หมู่เกาะสุรินทร์ ภูสอยดาว หรือกระทั่งสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในเชียงใหม่ซึ่งนับเป็นปีที่ 2 ต่อเนื่องกันที่ ปาย ได้รับความนิยมมาเป็นอันดับหนึ่งปีใหม่ปีนี้ใครที่เบื่อรถติดที่กรุงเทพฯ คงอยากขึ้นเหนือไปแถวแม่ฮ่องสอนไปสูดอากาศบริสุทธิ์ ซื้อน้ำมันงาบริสุทธิ์ แวะชิมถั่วเหลืองคั่ว และลองบรรยากาศรถติด และต่อคิวเติมน้ำมันที่ปายกันบ้าง โดยปายได้รับความนิยมที่ร้อยละ 24.82
สำหรับที่เที่ยวอันดับ 2 ของปีนี้ได้แก่ หมู่เกาะพีพี ที่ได้รับความนิยมร้อยละ 11.35 โดยหมู่เกาะพีพีนั้น ได้ชื่อว่า เป็นสวรรค์ของนักดำน้ำ เพราะอุดมไปด้วยสัตว์น้ำนานาชนิด ประการัง และดอกไม้ทะเลเรียกว่า ถ้าเป็นแหล่งดำน้ำแล้ว พีพี จะต้องขึ้นมาอยู่ในอันดับต้นๆอย่างแน่นอน

ภูเก็ต มาเป็นอันดับ 3 ด้วยความนิยมร้อยละ 8.51 จากความเป็นศูนย์กลางของสถานที่ท่องเที่ยวในภาคใต้ แวดล้อมไปด้วยสาธารณูปโภค และระบบคมนาคมที่สมบูรณ์แบบ แต่ยังคงความเป็นธรรมชาติไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม จึงครองความนิยมอันดับที่ 3 ได้อย่างแข็งแกร่ง
ภูกระดึง ถ้าพูดถึงภูเขาแล้ว ชื่อของภูกระดึง ต้องผุดขึ้นมาในใจของนักท่องเที่ยวอยู่เสมอ ด้วยความสวยงามปานสวรรค์บนดิน และความท้าทายที่ต้องเดินเท้าขึ้นภู จึงเป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวที่นิยมที่สุดในช่วงปลายเดือนธันวาคมนี้ ครั้งหนึ่งในชีวิตจะต้องไม่พลาดที่จะสัมผัสกับบรรยากาสบนภูกระดึงให้ได้ โดยภูกระดึงได้รับความนิยมที่ 7.09 %
แม่ฮ่องสอน จังหวัดที่คนอยากไปที่สุด
ตามติดมากับ ปาย ที่ครองอันดับหนึ่งในด้านสถานที่ท่องเที่ยว เพราะแม่ฮ่องสอน ก็ครองความเป็นอันดับหนึ่งของจังหวัดที่คนอยากไปท่องเที่ยวมากที่สุดเช่นกัน และเป็นอีกปีหนึ่งที่คนให้ความสนใจแม่ฮ่องสอน ไม่น้อยกว่า เชียงใหม่ และเชียงราย
เหตุผลที่ทำให้แม่ฮ่องสอน ได้รับความนิยมมาเป็นอันดับหนึ่งนั้น นอกเหนือจากเหนือจากธรรมชาติที่ยังคงความบริสุทธิ์ ก็ยังเป็นเพราะมนต์เสน่ห์ของความเป็นชนบท ที่ยังคงความเป็นธรรมชาติของวัฒนธรรมชนเผ่าต่างๆ และแหล่งท่องเที่ยวที่เสมือนเป็นสวรรค์บนดิน เช่น ปางอุ๋ง และปาย รวมถึงความท้าทายของการเดินทางที่ต้องผ่านโค้งหฤโหดถึง 1,864 โค้ง ทั้งหมดทำให้เรื่องราวของแม่ฮ่องสอนสมบูรณ์แบบเหมือนดั่งเทพนิยาย ที่ ณ เวลานี้ ใครไม่เคยไปเหยียบแม่ฮ่องสอน ก็เหมือนกับรู้จักประเทศไทยเพียงเศษเสี้ยว แม่ฮ่องสอน ได้รับความนิยมที่ร้อยละ 21.68
เชียงใหม่เป็นอันดับที่ 2 ของจังหวัดที่ได้รับความนิยมสูงสุด ด้วยความเป็นศูนย์กลางของแหล่งท่องเที่ยวในภาคเหนือ สถานที่ท่องเที่ยวที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ และการคมนาคมที่สะดวกทำให้เชียงใหม่ยังคงความนิยมอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง เรียกว่า จะไปเที่ยวจังหวัดไหนทางเหนือก็ได้ แต่ต้องไม่พลาดที่จะแวะเชียงใหม่ เชียงใหม่จึงได้รับนิยมที่ร้อยละ 20.98 แพ้แม่ฮ่องสอนไปอย่างฉิวเฉียด
ภูเก็ต จังหวัดท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของเมืองไทย ที่ยังคงเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวภาคใต้ เฉกเช่นเดียวกับเชียงใหม่ที่เป็นศูนย์กลางภาคเหนือ จึงได้รับความนิยมที่ร้อยละ 16.08
สำหรับภาคที่คนอยากไปท่องเที่ยวมากที่สุด ณ ช่วงไฮซีซันนี้นั้น ภาคเหนือได้รับความนิยมสูงที่สุดที่ร้อยละ 42.36 จากอากาศที่หนาวเย็น ภาคใต้ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่สองด้วยความนิยมร้อยละ 21.53 และภาคอีสานได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 3 ด้วยความนิยมร้อยละ 11.81ภาคตะวันออกได้รับความนิยมที่ร้อยละ 11.11 และภาคกลางได้รับความนิยมที่ร้อยละ 8.33
คนไทยยังนิยมเที่ยวเมืองไทย
ประเด็นหนึ่งที่ Business+ ทำการสำรวจคือพฤติกรรมการท่องเที่ยวของคนไทย โดยคำถามแรกที่อยากรู้มากที่สุดคือ ในช่วงไฮซีซันนี้ คนไทยนิยมเที่ยวในประเทศ หรือต่างประเทศ ซึ่งผลการสำรวจที่ออกมานั้น พบกว่าคนไทยร้อยละ 69.59 นิยมเที่ยวภายในประเทศ ขณะที่คนไทยอีกร้อยละ 16.22 มีแผนจะเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศ และมีเพียงร้อยละ 14.2 เท่านั้นที่ไม่มีแผนการเดินทางท่องเที่ยวในช่วง ไฮซีซันนี้เลย
สำหรับผู้ที่ชอบเดินทางท่องเที่ยวนั้น ส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 41.5 มีแผนจะเดินทางท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซันนี้ ไม่น้อยกว่า 2-3 ครั้ง ร้อยละ 27.89 ของคนไทย มีแผนจะท่องเที่ยวอย่างน้อย 1 ครั้ง และร้อยละ 12.24 มีแผนเดินทางท่องเที่ยว 4-5 ครั้ง ร้อยละ 8.84 ระบุว่า ไม่มีแผนเดินทางท่องเที่ยว และร้อยละ 6.12 ระบุว่า มีแผนเดินทางท่องเที่ยวมากกว่า 5 ครั้งในช่วงไฮซีซันนี้
 
โดยผู้ที่มีแผนจะเดินทางท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซันนี้จะเดินทางในประเทศ 2-3 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 47.62 มีแผนเดินทางในประเทศครั้งเดียวคิดเป็นร้อยละ 21.09มีแผนเดินทางในประเทศมากกว่า 5 ครั้งคิดเป็นร้อยละ 15.65 มีแผนเดินทางในประเทศ 4-5 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 10.88
สำหรับในแต่ละครั้งของการเดินทางนั้น ส่วนใหญ่แล้วคนไทยมักจะเดินทางท่องเที่ยวกันครั้งละ 3-5 คนโดยคิดเป็นสัดส่วนที่ร้อยละ 37.41 เดินทางครั้งละ 1-2 คนคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 31.97 เดินทางครั้งละ 5-10 คนคิดเป็นร้อยละ 19.05 และเดินไปกับทัวร์ร้อยละ 6.8
ใช้เงินท่องเที่ยวอย่างประหยัด
ประเด็นหนึ่งที่ Business+ พยายามจะวัดคือในการท่องเที่ยวแต่ละครั้งนั้นจะมีเงินสะพัดจำนวนเท่าไร ซึ่งกลุ่มตัวอย่างระบุมาว่า ในการเดินทางท่องเที่ยวแต่ละครั้งนั้น ร้อยละ 41.38 ใช้เงินเดินทางท่องเที่ยวครั้งละ 5,000-10,000 บาท ร้อยละ 24.14 ใช้เงินกับการเดินทางท่องเที่ยวครั้งละไม่เกิน 5,000 บาท กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 22.76 ใช้เงินเดินทางท่องเที่ยวครั้งละ10,000-30,000 บาท และกลุ่ม ตัวอย่างร้อยละ 6.9 ใช้เงินในการท่องเที่ยวครั้งละ 30,000-100,000 บาท
สำหรับพาหนะที่ได้รับความนิยมในการท่องเที่ยวนั้น รถยนต์ส่วนตัวได้รับความนิยมมาเป็นอันดับหนึ่ง ที่ร้อยละ 53.1 ใช้หลายพาหนะผสมผสานกัน ได้รับความนิยมที่ร้อยละ 20.69 เครื่องบินได้รับความนิยมที่ร้อยละ 8.28 เหมารถตู้ได้รับความนิยมที่ร้อยละ 7.59 รถไฟได้รับความนิยมที่ร้อยละ 5.52
สำหรับระยะเวลาในการท่องเที่ยวแต่ละครั้งนั้น กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 62.59 ระบุว่า ใช้เวลาท่องเที่ยวแต่ละครั้งนาน 3-5 วัน กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 15.65 ใช้เวลาเดินทางครั้งละ 1-2 วัน กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 14.97 ใช้เวลาเดินทางครั้งละ 5-7 วัน กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 5.44 ใช้เวลาเดินทางครั้งละ 7-15 วัน
สำหรับอัตราค่าที่พักที่ยอมรับได้ต่อคืนนั้น กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ถึง ร้อยละ 71.92 ระบุว่า อัตราค่าที่พักในระดับที่รับได้นั้นควรอยู่ที่ระดับ 500-2,000 บาท กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 19.86 ยอมรับได้ที่ราคาไม่เกิน 500 บาท และกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 5.48 ระบุว่ายอมรับค่าที่พักได้ที่ราคา 2,000-5,000 บาท
 
สำหรับคำถามฟันธงว่า จะใช้เงินเดินทางท่องเที่ยในช่วงไฮซีซันนี้ทั้งหมดเท่าไรนั้น กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 52.05 ระบุว่า ใช้เงินไม่เกิน 10,000 บาท กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 31.51 ระบุว่า ใช้เงินประมาณ 10,000-30,000 บาท กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 10.27 ระบุว่าใช้เงินเดินทางในช่วงไฮซีซัน 30,000-100,000 บาท
สำหรับผลของการสำรวจในครั้งนี้นั้น อาจจะเป็นข่าวดีสำหรับคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพราะหากแปรความตามผลสำรวจที่ออกมาแล้วนั้นเชื่อว่าจะมีเม็ดเงินในระบบที่หมุนเวียนในการท่องเที่ยวครั้งนี้อย่างน้อยหลักหมื่นล้านเลยทีเดียว โดยคำนวณจากประชากรผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ 9 ล้านคน ซึ่งระบุว่าร้อยละ 69.59 นิยมเดินทางท่องเที่ยวในประเทศและกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ระบุว่า ใช้เงินประมาณ5,000-10,000 บาท ในการท่องเที่ยวแต่ละครั้งเบ็ดเสร็จแล้วจึงน่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในการท่องเที่ยวครั้งนี้ประมาณ 50,000 ล้านบาท ซึ่งน่าจะทำให้การท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซันนี้ มีสีสัน และคึกคักแตกต่างจากช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

วันพุธที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2553

อัพเดทราคา iPad ในประเทศไทย มาดูกันครับว่าราคาเครื่องหิ้วล่าสุดเป็นอย่างไร

iPad วางขายในไทยแล้วนะครับ ว่าแต่ iPad คืออะไร? iPad ใช้งานได้แบบไหน? อยากดูการใช้งาน iPad ก่อนซื้อ และดูราคา iPad เครื่องศูนย์ ดูจากบทความนี้ได้เลยครับ



ในที่สุด iPad ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวขายในเมืองไทยเสียทีนะครับ หลังที่ปล่อยให้รอกันมานาน โดย iStudio จะเปิดขาย iPad ที่ ร้าน iStudio ในวันที่3 ธ.ค. เวลา 11.00 น. ครับ ในราคาที่น่าสนใจมากๆครับ


โดยใครที่สนใจสามารถหาซื้อได้ที่ร้าน iStudio ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายของ Apple อย่างเป็นทางการได้เลยนะครับ แต่เนื่องจาก iPad เป็นสินค้าที่ร้อนแรงบางช่วงเวลา iPad อาจจะขาดแคลน คุณอาจจะต้องพึ่งพา iPad ที่ขายในมาบุญครองครับ เรามาดูราคา iPad เครื่องศูนย์เปรียบเทียบราคากับ iPad ที่ขายในมาบุญครองนะครับ


ราคา iPad เครื่องศูนย์ iStudio

ประเทศไทยจัดเป็นประเทศท้ายๆที่ได้รับสิทธิ์ในการขาย iPad อย่างเป็นทางการ ซึ่งเปิดตัวในวันที่ 3 ธ.ค. ที่ผ่านมาครับ แต่เรื่องราคาขาย iPad ก็ทำให้ชื่นใจได้บ้าง เพราะราคา iPad ที่ขายนั้นอยู่ในระดับที่น่าพอใจทีเดียว iPad Wi-Fi 16GB/ 32GB/ 64GB ราคา 15,900/ 18,900/ 21,900 บาท ส่วน iPad Wi-Fi 3G ในรุ่น 16GB/ 32GB/ 64GB ราคา 19,900/ 22,900/ 25,900 บาท แถมด้วยประกันจาก iStudio 1 ปีเต็มครับ

ราคา iPad มาบุญครอง (เริ่มที่ 16,000 – 26,500 บาท)

ราคา iPad ในมาบุญครองมีการปรับตัวสูงขึ้น มากกว่าราคาขาย iPad ใน iStudio เสียอีกนะครับ คงเป็นเพราะจำนวน iPad ในศูนย์อาจไม่เพียงพอ หรือพ่อค้าในมาบุญครองคาดการณ์ว่า ลูกค้า iPad สนใจ iPad ที่มาบุญครองมากกว่า เนื่องจากร้านในมาบุญครองจะทำการ JailBreak iPad มาให้เลย ทำให้เล่นเกมส์ฟรีได้ (แต่เป็นการแคร็ก หรือโกงโปรแกรมมาใช้ฟรีนั่นเองครับ)

ราคา iPad มือสอง (เริ่มที่ 12,000 – 23,500 บาท)

ส่วนราคา iPad มือสองตอนนี้ก็เริ่มมี iPad มือสองมาวางขายแล้วนะครับ สนนราคาก็เหมาะสมดีสำหรับคนที่มองหา iPad ที่ราคาถูกลงมาเสียหน่อย เช่น iPad Wi-Fi 16GB มือสองราคาเพียง 12,000 บาทก็หาซื้อได้แล้วครับ แต่ในอินเตอร์เน็ตคนขายหลายรายยังทำใจขายราคามือสองแบบที่ตู้(ร้านในห้าง) ขายไม่ได้ครับ เพราะ iPad ที่หลายคนซื้อในช่วงกลางปีมีราคาแพงมากจริงๆ

คำศัพท์ที่ควรรู้

Action learning การเรียนรู้ดำเนินการ
Analyzing Mistakes การวิเคระห์ข้อผิดพลาด
Brainstorming การระดมสมอง
Coaching การฝึกสอน
Computer-Mediated Communications (CMC) การสื่อสารผ่านทางคอมพิวเตอร์
External consultants ที่ปรึกษาภายนอก
Learning contracts สัญญาการเรียนรู้
Mentoring ให้คำปรึกษา
Networking ระบบเครือข่าย
Portfolios พอร์ดการลงทุน
Project work งานโครงการ
Rotating jobs การหมุนงาน
Team working การทำงานเป็นทีม

วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การแต่งตัวทำให้ดูผิวขาว

คนทุกเพศทุกวัย ใครๆก็อยากที่จะมีผิวขาวกันเนอะ เพราะผิวขาวน่ะจะใส่อะไรก็สวย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องประดับ รองเท้า โอ๊ย!…สารพัด แต่คนผิวเข้มหรือผิวคล้ำก็ไม่ต้องน้อยอกน้อยใจไปนะจ๊ะ โบว์ มีวิธีในการแต่งตัวให้ดูดีได้ไม่แพ้คนผิวขาวแน่นอนจ๊ะ
เริ่มด้วยสีสันของเสื้อผ้ากันดีกว่า สำหรับคนผิวขาวจะเลือกแต่งสีสันสดใสยังไงก็ได้ ในขณะที่คนผิวคล้ำต้องเลือกสีสันที่ไม่ตัดกันจนเกินไป เพียงแค่ปรับเอาสีสันมาใส่กะสีพื้นๆเท่านั้น ตัวอย่างเช่น เสื้อสีนู๊ดๆ กับ กระโปรงสีดำมีโบว์เล็กๆน่ารักหรือกางเกงยืนฟอก(ที่สีซีดๆน่ะจ๊ะ)ก็น่ารักไป อีกแบบเหมือนกัน และที่สำคัญยังดูโดดเด่นและดูดีได้อีกด้วยนะ
การจะแต่งตัวให้ดูดีนั้นต้องมาควบคู่กับความมั่นใจนะจ๊ะ แต่ละคนไม่ว่าจะผิวขาวหรือผิวคล้ำก็มีจุดเด่นและจุดด้อยที่แตกต่างกัน เราจึงควรที่จะดึงจุดเด่นของตัวเองออกมานะคะ อย่างเช่น ผิวคล้ำแต่ขาสวย ก็อาจจะเลือกใส่กระโปรงสั้นหรือกางเกงขาสั้นก็ดูสวยมั่นใจและโฉบเฉี่ยว หรือถ้าผิวคล้ำเรียบเนียนก็ลองใส่เสื้อเปิดไหล่ดูสิ ดูดีไปอีกแบบคะ
มาดูเครื่องประดับกันบ้างดีกว่าคะ เครื่องประดับเป็นสิ่งที่ช่วยให้การแต่งตัวให้ดูมีลูกเล่นมากขึ้น และยังช่วยขับผิวอีกด้วยนะ เช่น สร้อยไข่มุก เสื้อผ้าที่ใส่ก็ควรเป็นแบบเปิดหน่อยค่ะ เช่น เสื้อแขนกุด สายเดี่ยว เกาะอก เป็นต้นค่ะ เพราะไม่เหมาะกับเสื้อผ้าหนักๆ สวมทับหลายๆตัวอย่าง เสื้อเชิ้ตใส่สูททับ
แค่นี้เราก็ดูดีได้ในสไตล์ของตัวเองแล้ว เพียงแค่เรารู้จักจับนู่นแต่งนี่ให้เข้ากับบุคลิก ดึงจุดเด่น ลบจุดด้อย ก็สวยไม่แพ้ใครแล้วคะ

Tips:
-          สำหรับคนผิวคล้ำ ควรใส่เสื้อผ้าโทนสีเบจ จะช่วยขับผิวให้ดูสว่าง ขาวขึ้นนะจ๊ะ
-          ความมั่นใจ ก็ทำให้เราดูดีได้เหมือนกันนะ

ผิวสวยด้วยน้ำ

น้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ไม่สามารถขาดได้ ในชีวิตประจำวันของคนเรา โดยปกติเราจะดื่มน้ำก็ต่อเมื่อคอแห้ง หรือดื่มน้ำระหว่างรับประทานอาหารเพื่อดับกระหายเท่านั้น ซึ่งนั่นอาจจะไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย แต่ถ้าเราลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มน้ำกันใหม่ เราก็สามารถผิวสวย สุขภาพดีได้แบบไม่ต้องลงทุนเหมือนกันนะจ๊ะ ด้วย 6 เคล็ดลับผิวสวยด้วยน้ำ

1. เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการดื่มน้ำ ดื่มน้ำแร่ธรรมชาติให้ได้วันละ2ลิตร ติดต่อกันเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำบริสุทธิ์ในปริมาณที่เพียงพอ ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ควบคุมอุณหภูมิในร่างกายให้เหมาะสม ช่วยย่อยและดูดซึมอาหาร และ ขับของเสียไปตามกระแสเลือด
2. วางน้ำดื่มไว้ข้างเตียงก่อนเข้านอน เมื่อตื่นมากลางดึก ถ้าร่างกายได้น้ำดื่มสักแก้วจะช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย และสามารถนอนหลับต่อได้อย่างง่ายดายคะ
3. พกน้ำดื่มติดตัวไปทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน ระหว่างการเดินทาง หรือที่บ้าน เป็นต้น เพราะการดื่มน้ำให้ติดเป็นนิสัย จะทำให้สุขภาพดีนะจ๊ะ
4. ดื่มน้ำจากขวดให้ได้บ่อยที่สุด เพราะดื่มง่าย พกพาสะดวก และเพิ่มปริมาณการดื่มน้ำได้มากขึ้นด้วย
5. ดื่มน้ำให้สม่ำเสมอเมื่อเล่นกีฬา โดยดื่มน้ำทั้งก่อนและหลังการออกกำลังกายในปริมาณที่มากพอ เพื่อชดเชยการเสียเหงื่อของร่างกาย
6. ไอเดทด้วยน้ำ ดื่มน้ำ 1 แก้ว ก่อนและหลังรับประทานอาหารกลางวัน จะช่วยลดอาการหิวควบคุมปริมาณการทานอาหาร และหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแคลอรีสูงประเภทอื่นคะ

การดื่มน้ำให้ถูกวิธีก็เป็นอีกหนึ่งที่สามารถช่วยทำให้ผิวของเราดูเปล่งปลั่งสดใส และมีสุขภาพดีนะจ๊ะ
น้ำมะพร้าว นับเป็นเครื่องดื่มเกลือแร่จากธรรมชาติ เพราะอุดมไปด้วยแร่ธาตุหลายอย่าง ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและผิวเนียน สวย สดใสนะค่ะ
- การดื่มน้ำมะพร้าวทุกวัน จะช่วยชะลออาการอัลไซเมอร์
- น้ำมะพร้าว ช่วยสมานแผล ทำให้แผลหายเร็วขึ้นกว่าปกติ รวมทั้งไม่ทิ้งรอยแผลเป็นบนผิวเนียนให้ดู    ต่างหน้าอีกด้วยนะจ๊ะ
- น้ำมะพร้าว ยังช่วยทำให้ผิวเนียนเปล่งปลั่ง สวย สดใส เพราะแร่ธาตุที่อยู่ในน้ำมะพร้าว จะเป็นตัวสร้างคอลลาเจน และอีลาสติน ทำให้ผิวเนียนมีความกระชับ ยืดหยุ่น และ ชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ค่ะ
- น้ำมะพร้าว ช่วยลดอาการอ่อนเพลีย หลังจากเล่นกีฬา ออกกำลังกาย ท้องเสีย ท้องร่วง หรือร่างกายเสียน้ำมาก ซึ่งจะทำให้ผิวเนียนของเราไม่ขาดความสดใสมากค่ะ
- น้ำมะพร้าวเป็นอาหารบริสุทธิ์ เป็นเครื่องประทินผิวเนียนให้สวยสดใสยิ่งขึ้น และเป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงเส้นเอ็น ใช้ในการรักษาโรคต่างๆ อย่างเช่น โรคกระดูก ท้องร่วง อาเจียน และขับพยาธิ เป็นต้นคะ
ชักชวนกันดื่มน้ำมะพร้าวทุกวัน เพื่อสุขภาพที่ดี และผิวเนียนสวย สดใสมากขึ้นนะจ๊ะ

Tips:
  • น้ำมะพร้าว ช่วยลดอาการเมาหลังการดื่มแอลกอฮอล์ได้นะจ๊ะ
  • เมื่อเปิดลูกมะพร้าว ควรดื่มน้ำมะพร้าวทันที ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นานนะค่ะ เพราะคุณค่าของผลไม้ที่จะได้รับจะลดลงเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผ่านไปนับจากเราตัดหรือหั่นผลไม้ชนิดๆนั้นๆ
  • ทุกเพศ ทุกวัย สามารถดื่มน้ำมะพร้าวได้ทุกวันนะค่ะ เพราะเป็นเครื่องดื่มจากธรรมชาติ ไม่เป็นอันตรายใดๆเหมือนน้ำอัดลม น้ำหวาน เป็นต้น แต่ไม่เหมาะสำหรับคนเป็นโรคไตและเบาหวานนะค่ะ เพราะมะพร้าวมีความหวาน